ยูนิเซฟเผยผลวิจัยพบ โรงเรียนไทยสอนเพศวิถีศึกษาแทบทุกแห่ง แต่ไม่รอบด้าน เน้นสรีระ พัฒนาการทางเพศ เลี่ยงการมีเซ็กซ์ก่อนแต่ง เน้นบรรยายแทนจัดกิจกรรม ขาดการสอนทักษะคิดวิเคราะห์ ต่อรองปฏิเสธ ครูเกินครึ่งไม่ผ่านการอบรม

นางวาเลรี ตาตอน รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า การตั้งครรภ์ไม่พร้อมยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับวัยรุ่นในไทย โดยปี 2559 พบว่า วัยรุ่นอายุ 15-19 ปีในไทยให้กำเนิดบุตร 51 คนต่อวัยรุ่น 1,000 คน ถือเป็นอัตราที่สูงในลำดับต้นๆ ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจากการวิจัยของ Haberland 2015 พบว่า ร้อยละ 80 ของแผนงานที่สอนเกี่ยวกับเพศภาวะและอำนาจ สามารถลดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และลดจำนวนการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เมื่อเทียบกับแผนงานสอนที่ไม่ครอบคลุมประเด็นดังกล่าว ซึ่งลดได้เพียงแค่ร้อยละ 17

นางวาเลรี กล่าวว่า ยูนิเซฟจึงสนับสนุน ศูนย์นโยบายสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล ทำรายงานผลการวิจัยเพื่อทบทวนการสอนเพศวิถีในสถานศึกษาไทย โดยสำรวจข้อมูลนักเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาจำนวน 8,837 คน และครู 692 คนในโรงเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา 398 แห่ง เมื่อ ก.ย. 2558 – มี.ค. 2559 พบว่า การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นที่สำคัญต่างๆ เช่น สิทธิทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ ความหลากหลายทางเพศ และการเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งส่งผลให้นักเรียนจำนวนมากมีทัศนคติเชิงลบ โดยนักเรียนยังคงไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียมกันทางเพศและสิทธิทางเพศ และกลับยอมรับความรุนแรงในครอบครัวในบางกรณี
“นักเรียนชายอาชีวศึกษาร้อยละ 41 มีทัศนคติที่เป็นปัญหาในเรื่องเพศภาวะและเพศวิถี โดยเชื่อว่าสามีมีสิทธิ์ทุบตีภรรยาได้หากพบว่าภรรยาไม่ซื่อสัตย์ และนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ประมาณครึ่งหนึ่งเชื่อว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ที่มีเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิด นอกจากนี้ ยังพบว่า มีนักเรียนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการมีประจำเดือนและรอบเดือนได้อย่างถูกต้อง ในขณะที่นักเรียนหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหลายคนบอกว่ายาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีหลักในการคุมกำเนิด ในส่วนของการใช้ถุงยางอนามัย นักเรียนชายจำนวนมากไม่ต้องการใช้ถุงยางอนามัย ในขณะที่มีนักเรียนมัธยมศึกษาหญิงเพียงร้อยละ 54 เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขามั่นใจว่าจะสามารถยืนกรานและต่อรองที่จะใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์” นางวาเลรี กล่าว

นางวาเลรี กล่าวว่า ผลวิจัยยังพบว่า สถานศึกษาไทยแทบทุกแห่งมีการสอนเพศวิถีศึกษาที่ยังไม่รอบด้าน โดยมักเน้นย้ำเพียงหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสรีระ พัฒนาการทางเพศ การหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ ยังพบว่าครูเกินครึ่งหนึ่งไม่ได้รับการอบรมในการสอนเพศวิถีศึกษา ทำให้การสอนมักใช้การบรรยายแทนการจัดกิจกรรมที่จะเอื้อให้เด็กได้รู้จักคิด วิเคราะห์และตั้งคำถามเชิงลึก การสื่อสารและต่อรอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขาในการจัดการเรื่องเพศวิถีและชีวิตทางเพศของตน

“การที่โรงเรียนแทบทุกแห่งในประเทศไทยมีการสอนเพศศึกษาถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในขณะเดียวกัน การที่นักเรียนจำนวนมากยังขาดทักษะที่จำเป็นในการมีสุขภาวะทางเพศยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง การที่เราจะลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหรือลดจำนวนการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในหมู่เยาวชนได้นั้น เราต้องช่วยให้เด็กรู้จักตนเองและมีทักษะที่จำเป็น ตลอดจนมีความมั่นใจในการตัดสินใจที่ถูกต้องต่อวิถีทางเพศของพวกเขา” นางวาเลรี กล่าวและว่า การวิจัยครั้งนี้เสนอให้สถานศึกษาต่างๆ มีการสอนเพศวิถีศึกษาที่รอบด้านอย่างแท้จริง โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็น และเสนอให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาในการสอนวิชานี้เพิ่มขึ้น และจัดการอบรมครูในการสอนประเด็นเหล่านี้ในชั้นเรียน

แหล่งข้อมูลจาก : www.manager.co.th