รวมพลังเครือข่ายคนทำงานประชุมขับเคลื่อนเชิงนโยบาย “แชร์ต่อ-เพื่อไม่ให้ผู้หญิงไทยตายจากการทำแท้ง”ลดอัตราการเสียชีวิตผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม จากการทำแท้งไม่ปลอดภัย

เมื่อวันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2560 เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อมร่วมกับมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.), มูลนิธิแพธทูเฮลท์, กลุ่มทำทาง, แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ, มูลนิธิศักยภาพชุมชน และมูลนิธิมานุษยะ จัดประชุม “แชร์ต่อไป-เพื่อไม่ให้ผู้หญิงไทยตายจากการทำแท้ง” ขับเคลื่อน เพื่อสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ครั้งที่ 43 เพื่อเป็นแนวทางการทำงานร่วมกัน ผลักดันให้เกิดการบริการอย่างเป็นมิตร เคารพสิทธิ เข้าถึงบริการอย่างถูกต้องและปลอดภัย ณ สำนักคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

คุณเอมีลี่ ประดิจิต ผู้อำนวยการมูลนิธิมานุษยะ กล่าวว่า สนธิสัญญาระหว่างประเทศ องค์การสหประชาชาติ เรื่อง CEDAW อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมากที่สุดคือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องสิทธิการมีชีวิตรอดอย่างปลอดภัย เรื่องสิทธิส่วนบุคคล รวมถึงเรื่องการซ้อมทรมาน ซึ่งการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย เข้าข่ายการซ้อมทรมานเพราะร่างกาย ถูกบีบบังคับ บาดเจ็บจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ถึงเวลาแล้วที่รัฐไทยต้องทำหน้าที่อย่างจริงจังเพื่อลดอัตราการผู้หญิงที่เสียชีวิตจากเรื่องนี้

นพ.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ สำนักอนามัยเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าว่า ปัญหาท้องไม่พร้อมตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจทางกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตที่มีคุณภาพ กฎหมายป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ที่มิใช่เป็นปัญหาแค่จะทำแท้งไม่ทำแท้ง ปลอดภัยไม่ปลอดภัย การทำแท้งไม่ปลอดภัย เหตุเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น ยังมีปัญหาอีกมากมาย เช่น เคสที่ไม่สามารถเข้าถึงการบริการได้ สุดท้ายเมื่อคลอดออกมาทั้งที่ยังไม่พร้อม จึงนำไปสู่ปัญหาการทอดทิ้งทารก เด็กโดนทำร้าย โดนฆ่า และที่สำคัญคือกลุ่มที่คลอดออกมาแล้วถูกเลี้ยงดูทั้งที่ไม่พร้อม ส่วนใหญ่จะส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพประชากรในอนาคต

การดูแลเคสที่ยุติการตั้งครรภ์มีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงเรื่องการให้ข้อมูลและให้คำปรึกษารอบด้านเกี่ยวกับทางเลือก ความเหมาะสมของแต่ละคนต่างกัน โดยการให้ข้อมูลกับผู้ที่ประสบปัญหาเท่านั้น มิใช่เป็นการชี้นำ และต้องให้ข้อมูลทุกอย่างด้านที่เขาควรจะทราบ เพื่อให้ผู้ประสบปัญหาได้ใช้ประกอบการตัดสินใจด้วยตัวเอง

ในส่วนของการยุติการตั้งครรภ์เป็นเรื่องของมาตรฐานการรักษาทางการแพทย์ กรมอนามัยสนับสนุนให้คนเข้าสู่ระบบการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้สนับสนุนการคุมกำเนิด รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงบริการ ซึ่งได้เกิดปัญหาในการบริการขึ้น คือหน่วยบริการมีไม่เพียงพอต่อความต้องการการเข้าถึงการบริการ และผู้ที่ประสบปัญหามิทราบว่าต้องเข้ารับบริการที่ใด กรมอนามัยร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (P2H) และมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ได้ดำเนินการโครงการ 1663 เลิฟแคร์สเตชั่น เครือข่าย RSA เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการ

คุณทัศนัย ขันตยาภรณ์ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ กล่าวถึงข้อท้าทายว่ามิได้ให้กับภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เราทุกคนที่ทำงานมีส่วนร่วม การดูแลเรื่องทำแท้งน่าจะดูแลทุกมิติไม่ว่าจะเป็นเรื่องกาย ใจ ดูแลทางจิตวิญญาณ กรมอนามัยกำลังพัฒนาเรื่อง Comprehensive Abortion Care (การทำแท้งรอบด้าน) ไม่ใช่แค่เรื่องการทำแท้งด้วยการทําหัตถการ หรือการใช้ยา ข้อท้าทายที่ต้องพัฒนา คือ มีความต้องการด้านการบริการจำนวนมากและมีผู้หญิงยังตายเพราะทำแท้งไม่ปลอดภัยอยู่ แต่หน่วยที่ให้บริการยังไม่สามารถดำเนินงานได้ครบวงจร นอกจากนี้อุปสรรคอีกประการหนึ่ง คือ ทัศคติของการทำแท้ง หน้าที่การส่งเสริมทัศนคติมิใช่ภาครัฐทำแต่ฝ่ายเดียว แต่ต้องรับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคม

รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม กล่าวว่าจากสถิติระดับโลกพบว่าผู้หญิงบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากการท้องและทำแท้ง เฉลี่ย 830 คนต่อวัน หรือ ประมาณ 45,000 คนต่อปี ซึ่งสาเหตุมาจากการตกเลือด ติดเชื้อ หรือความดันเลือดสูง มีภาวะแทรกซ้อน และการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือขับเคลื่อนให้ผู้หญิงไทยที่ท้องไม่พร้อมมีทางเลือก เพื่อไม่เกิดการสูญเสียชีวิตจากการทำแท้งไม่ปลอดภัยอีกต่อไป