ภายหลังพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมาและได้มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ครั้งที่ 2/2559  เพื่อพิจารณาร่างยุทธศาสตร์การป้องกันและการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2560-2569 ตามความในพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 และร่างกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559  เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น

นายปุณณพัทธ์ อรุณณิชย์ตระกูล ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย หนึ่งในฐานะคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ให้ความเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559  ที่ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาระบบการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตที่มีคุณภาพและมีระบบการดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสม ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริมบทบาทครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบกิจการในการเลี้ยงดู สร้างสัมพันธ์และการสื่อสารด้านสุขภาวะทางเพศของวัยรุ่น ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาระบบบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ที่มีคุณภาพ และเป็นมิตร ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือ การคุ้มครองสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ และจัดสวัสดิการสังคมในกลุ่มวัยรุ่น และยุทธศาสตร์ที่ 5 ส่งเสริมการบูรณาการการจัดการฐานข้อมูล งานวิจัย และการจัดการความรู้ นั้น เห็นว่ายุทธศาสตร์ที่ 1 เป็นเรื่องสำคัญที่สภาเด็กและเยาวชนฯ เห็นร่วมกันว่าจะขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

“ผมมองว่า หากเยาวชนได้เรียนเพศศึกษาที่รอบด้าน ที่ไม่ใช่การเรียนที่เน้นความรู้ แต่เน้น ทักษะจะช่วยให้สถานการณ์ท้องไม่พร้อมดีขึ้น โดยเน้นให้เรียนตั้งแต่ประถมปลาย คือ ป.4 จนถึง ม.3 เพราะเยาวชนบางส่วนเมื่อจบการศึกษาภาคบังคับแล้วก็ไม่ได้เรียนต่อ แต่ไปประกอบอาชีพ และบางส่วนก็มีครอบครัว จึงจำเป็นจะต้องให้เพื่อน ๆ กลุ่มนี้ได้รับความรู้และมีทักษะเรื่องเพศศึกษาที่สามารถเอาไปใช้ชีวิตนอกรั้วโรงเรียนได้”

อย่างไรก็ตาม ประธานสภาเด็กและเยาวชนฯ มองว่า การผลักดันงานเพศศึกษาให้สำเร็จอาจจะไม่ใช่แค่การออกนโยบายหรือคำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงกระบวนการเตรียมครูผู้สอนให้เข้าใจเป้าหมายของการสอนเพศศึกษาและเข้าใจความเป็นเยาวชน ซึ่งมีทั้งเยาวชนในระบบและนอกระบบการศึกษาเพราะที่ผ่านมามีการทำงานเรื่องเพศกับเยาวชนในระบบการศึกษาเป็นส่วนใหญ่

อย่างแรก ผมคิดว่าผู้ใหญ่ต้องเปิดใจ มองว่าเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องต้องห้ามสำหรับเยาวชน แต่เป็นเรื่องที่ต้องสอนให้เยาวชนได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง อย่าคิดว่าเด็กไม่รู้เรื่องเพศนะครับ ผมคิดว่า เด็กรู้มากกว่าที่ผู้ใหญ่คิดเสียอีก เพียงแต่เขาไม่กล้าบอก ไม่กล้าเล่ากับผู้ใหญ่เท่านั้น

นอกจากการเตรียมครูให้เข้าใจเพศศึกษาและเยาวชนแล้ว ในส่วนของหลักสูตรเพศศึกษาก็ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของเยาวชนด้วย หมายถึง การจัดทำหลักสูตรและเนื้อหาที่เด็กสนใจ อยากเรียน มากกว่าหลักสูตรและเนื้อหาที่ผู้ใหญ่เห็นว่าต้องเรียน

“เรื่องการคุมกำเนิด วิธีคุมต่าง ๆ ผมคิดว่าเด็กส่วนใหญ่รู้ แต่ปัญหาคือ รู้แล้วเอาไปใช้จริงไม่ได้ ปัญหาเรื่องท้องไม่พร้อมจึงเกิดขึ้น หรือรู้ แต่รู้ไม่หมด ที่รู้มาไม่ใช่ข้อมูลที่ถูก เรื่องพวกนี้แก้ได้ด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นทักษะ ไม่ใช่การท่องจำ การท่องจำอาจทำให้เราทำข้อสอบได้ สอบผ่าน แต่ทำให้เราสอบตกในการใช้ชีวิต”

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปุณณพัทธ์  มองว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะได้ผลักดันเรื่องงานเพศศึกษาตามความตั้งใจ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ปุณณพัทธ์ ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการประชุมนัดที่ 2 ของคณะนี้ แต่การประชุมครั้งนี้ เขาและน้องจากสภาเด็กและเยาวชนฯ อีกหนึ่งคนได้เข้าร่วมประชุมด้วยในฐานะคณะกรรมการ โดยก่อนการประชุม ปุณณพัทธ์ ได้เป็นตัวแทนเครือข่ายวัยรุ่นที่ต้องการป้องกันและแก้ไขปัญหาท้องวัยรุ่น  ยื่นหนังสือขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ช่วยกันผลักดันให้ พ.ร.บ.การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ได้ยื่นข้อเสนอ 7  มาตรการในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติท้องวัยรุ่นให้ได้ผล  ต่อรองนายกรัฐมนตรี   พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย ประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น  ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (Path2Health)  และองค์การ UNICEF ประเทศไทย สำรวจความต้องการของเยาวชน 10,977 ราย (อ่านข้อเสนอของเยาวชนได้ที่นี่) จากทั่วประเทศ

“การประชุมเมื่อวันที่ 19  ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ในที่ประชุมได้ให้โอกาสผมและน้องเยาวชนในการแสดงความคิดเห็นและสะท้อนสถานการณ์จริงของวัยรุ่นให้ที่ประชุมได้รับทราบ  ซึ่งผมมองว่า แม้ในคณะกรรมการทั้งหมดจะมีเยาวชนแค่เพียง  2 คน แต่ 2 คนนี้ก็มีโอกาสได้พูดได้แสดงความเห็นไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่เป็นคณะกรรมการด้วยกัน และสำหรับข้อเสนอ 7  มาตรการในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติท้องวัยรุ่น ให้ได้ผล ที่ได้ยื่นต่อท่านณรงค์ ท่านก็ยินดีรับไว้  ซึ่งผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะทำให้งานป้องกันและแก้ไขปัญหาท้องวัยรุ่นขับเคลื่อนไปได้อย่างเห็นผล”  ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยกล่าวปิดท้าย