การดำเนินงานโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัด ใน 19 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เป็นโครงการที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการคลอดของแม่วัยรุ่น การดำเนินงานที่ผ่านมามีหลายจังหวัดที่มีวิธีการในการจัดการความรู้ที่ดี และนำบทเรียนที่เกิดขึ้นมาพัฒนาการทำงานในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.พะเยา จ.เพชรบุรี และ จ.ลำพูน คือตัวอย่างของจังหวัดที่ใช้การจัดการความรู้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินงานท้องวัยรุ่น โดยมีบทเรียนหรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

จ.ประจวบคีรีขันธ์
การทำงานในปีแรกเป็นแบบงมเข็มที่ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มอย่างไร โดยมีแนวคิดว่าการป้องกันถือเป็นการทำงานที่ง่ายที่สุด จึงเน้นไปที่การอบรมเด็ก มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น ค่ายอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ค่ายลองท้องดู มีการอบรมวิทยากร อบรมเรื่องเพศศึกษา ฯลฯ ที่แม้จะเป็นงานที่สนุกแต่ก็เหนื่อยมาก การดำเนินงานในปีแรกแม้จะมีการชวนภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาทำงาน แต่ก็เป็นการทำงานแบบ “ขนมชั้น” ที่ต่างคนต่างนำแผนที่ตนมีมาแปะไปด้วยกัน แต่คนทำงานไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ

จุดเปลี่ยนที่สำคัญของประจวบฯ คือการได้ทบทวนการทำงานกับพี่เลี้ยงจังหวัด (TA) มีการตั้งคณะทำงานหลักของจังหวัด คนทำงานได้พบปะพูดคุยกันบ่อย ๆ และมีการใช้เทคโนโลยี คือ ไลน์กลุ่ม มาเป็นเครื่องมือในการพูดคุย สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความเป็นทีมเดียวกันมากขึ้น และเมื่อมีการถอดบทเรียนการทำงานครั้งที่ 1 ก็ทำให้คนทำงานได้พบช่องว่างที่จะต้องเติมเต็ม และเห็นทิศทางในการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น จึงนำไปสู่การชวนภาคีทั้ง 8 อำเภอมาทำงานร่วมกัน โดยให้แต่ละอำเภอถอดบทเรียนต้นทุนในการทำงานของอำเภอตัวเอง ที่ทำให้ได้ข้อมูลจริงว่า แต่ละอำเภอจะต้องวางแผนในการทำงานกับเด็กและเยาวชนอย่างไร

จ.ลำพูน
เริ่มต้นการทำงานกับเยาวชนด้วยแนวคิดที่ว่า “วัยรุ่นไม่ใช่ตัวปัญหา” และพยายามหาเครื่องมือในการทำงานกับพวกเขา โดยให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน ซึ่งพอได้ทำงานร่วมกันก็พบว่าเยาวชนมีข้อมูลในการเข้าถึงกลุ่มเพื่อนของเขาเอง คนทำงานในพื้นที่จึงมีการวางแผนว่าจะต่อยอดการทำงานกับเยาวชนในพื้นที่อย่างไร พร้อมกับพยายามเชื่อมระบบบริการด้านสุขภาพให้เยาวชนได้รู้ว่ามีระบบต่าง ๆ ในพื้นที่ที่พวกเขาสามารถเข้าไปปรึกษาหรือใช้บริการได้ ซึ่งคนทำงานกับเยาวชนต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา ตอบสนองความต้องการของเขาให้ได้มากที่สุด และต้องตระหนักเสมอว่าปัญหาของเยาวชนนั้นมีความหลากหลาย

จากการทำงานกับเยาวชนทำให้ จ.ลำพูน ค้นพบบทเรียนในหลายแง่มุม เช่น ทัศนะด้านลบของผู้ใหญ่ที่มีต่อเยาวชนยังเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก การทำงานผ่านกลไกของเยาวชนที่ส่งต่อไปยังเยาวชนด้วยกันถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องหาวิธีการหรือกิจกรรมที่หลากหลายในการเข้าถึงพวกเขา และคนทำงานควรสนับสนุนให้เยาวชนได้มีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพของตัวเอง จากการทำงานทำให้พบแง่มุมที่ดี แต่ก็พบว่าการทำงานกับเยาวชนก็ยังมีข้อจำกัด เช่น การทำให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการทำงานทุกขั้นตอน เวลาที่จำกัดของแกนนำเยาวชนในการร่วมทำงานเนื่องจากพวกเขาต้องเรียน การมองหาเยาวชนกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ เข้ามาเป็นแกนนำ และการทำให้โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน ทำงานร่วมกันเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้ามาร่วมกิจกรรมต่าง ๆ

จ.เพชรบุรี
เริ่มต้นทำงานในปีแรกโดยทำตามภารกิจ 9 ด้าน แต่ก็พบว่าไปใช้เวลามากกับบางภารกิจที่ไม่สามารถดำเนินการได้จริง จากนั้นจึงมีการทบทวนการทำงานที่ผ่านมา พบว่า จ.เพชรบุรี มีต้นทุนในการทำงานด้านเอดส์ และ Youth Friendly Service หรือบริการเลิฟแคร์ที่ยังมีคนทำงานและระบบบริการอยู่ในพื้นที่ อีกทั้งมีการลงไปทำงานกับเยาวชนในโรงเรียน มีการกระจายถุงยางให้เข้าถึงวัยรุ่นโดยแกนนำเยาวชน เปิดแฟนเพจเลิฟแคร์เพชรบุรี และให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาแม้จะทำงานเรื่องเอดส์แต่การตั้งครรภ์ก็เป็นเหมือนเรื่องที่เกี่ยวโยงกันมา และก็พบว่าวัยรุ่นยังมีความเข้าใจผิดในเรื่องการใช้อุปกรณ์คุมกำเนิด

การทำงานเรื่องถุงยางอนามัย นำไปสู่การทำให้วัยรุ่นเข้าถึงยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์จากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน โดยมีการพูดคุยกันระหว่างคนทำงานถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ มีการจัดหายาคุมฉุกเฉินที่แม้จะไม่ใช่อุปกรณ์คุมกำเนิดที่ดี แต่ถือว่าดีที่สุดในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันไปแล้ว และรับสมัครแกนนำเยาวชนในการกระจายยาคุมฉุกเฉิน โดยให้เป็นคนกลางส่งต่อให้กับเพื่อนของตัวเอง และมีการติดตามหลังการใช้งาน หากประจำเดือนไม่มาก็มีการสนับสนุนให้ทดสอบการตั้งครรภ์ ในกรณีที่พบการคลอดของแม่วัยรุ่นในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ได้สร้างแนวทางในการติดตาม ทำให้รู้ข้อมูลจริงของวัยรุ่นต่อการประเมินความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ ที่ส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองไม่น่าจะมีโอกาสในการตั้งครรภ์ การทำงานโดยใช้ข้อมูลเป็นตัวตั้งต้นทำให้คนทำงานเข้าใจถึงพฤติกรรม และช่วงจังหวะเวลาที่ควรดำเนินกิจกรรม เช่น วัยรุ่นจะมีปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์มากระหว่างปิดเทอม ซึ่งคนทำงานก็ต้องวางแผนทำกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ก่อนที่โรงเรียนจะปิดภาคเรียน และวิธีการทำงานที่สำคัญของจังหวัดคือ หลังการทำงานทุกครั้งจะมีการแลกเปลี่ยนเพื่อถอดบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา

จ.พะเยา
เริ่มต้นจากการทำงานเรื่องอนามัยวัยรุ่น โดยเน้นที่เรื่องเพศศึกษา จากนั้นจึงเข้าร่วมโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัด ที่สนับสนุนโดย สสส. โดยมีเอ็นจีโอในพื้นที่เป็นผู้ขับเคลื่อน ดำเนินการใน 9 อำเภอ (มี 4 อำเภอ ที่อยู่ในโครงการ) มีการสนับสนุนงบประมาณในการทำงานลงไปทั้ง 9 อำเภอ การทำงานจะใช้ภารกิจ 9 ด้านเป็นกรอบที่ถือเป็นการตั้งต้นทำงานแบบมีแนวทาง ทำให้คนทำงานเห็นว่าหากดำเนินการตาม 9 ภารกิจแล้วจะทำให้จำนวนแม่วัยรุ่นในพื้นที่ลดลง โดยในปี 2560 ซึ่งถือเป็นปีสุดท้ายของการดำเนินโครงการ ได้มีการวางแผนการติดตามและประเมินผลในพื้นที่ดำเนินการทั้ง 9 อำเภอ และในปี 2561 ก็มีการวางแผนการทำงานโดยจะใช้งบประมาณจากพื้นที่เอง

วิธีการจัดการความรู้ (KM) ที่ จ.พะเยา ใช้ คือการนำ 9 ภารกิจมาวิเคราะห์ว่าการทำงานของแต่ละพื้นที่ประสบความสำเร็จมากน้อยอย่างไร เช่น อ.เชียงม่วน มีความโดดเด่นในภารกิจที่ 1 ที่คนทำงานในพื้นที่ให้ความสำคัญเรื่องวัยรุ่น หรือภารกิจที่ 3 ที่สามารถอบรมครูเรื่องเพศศึกษาในทุกโรงเรียน และนำบริการ Youth Friendly Service เข้าไปในโรงเรียน อ.เมือง โดดเด่นในภารกิจที่ 2 ที่มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนาทำงานกับพ่อแม่ และมีการติดตามอย่างต่อเนื่องหลังผ่านการอบรม ฯลฯ วิธีการทำงานของจังหวัดนั้นจะมีการประชุมติดตามงานทุกเดือน ในส่วนของทีมประเมินภายในจะมีการพูดคุยกับทีมทำงานในพื้นที่ทุก 3 เดือน ซึ่งถือเป็นวิธีการทำงานที่ใช้บทเรียนในการทำงานมาช่วยออกแบบการทำงานอยู่ตลอดเวลา หลังจากนี้จังหวัดมีแผนที่จะของบจาก อบจ. เพื่อทำการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงทั้ง 9 อำเภอ และของบจาก พมจ. ในเรื่องการทำประเมินผล ซึ่งจะเริ่มดำเนินการวิจัยในปี 60 ที่ถือเป็นการรวบรวมข้อมูลในพื้นที่เพื่อนำมาวางแผนในการทำงานต่อไป

เห็นตัวอย่างจากทั้ง 4 จังหวัดแล้ว แม้รูปแบบการทำงานหรือบริบทในพื้นที่จะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้ง 4 จังหวัดเหมือนกัน คือ เห็นความสำคัญของการจัดการความรู้ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ของตนเอง ที่ถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนไหน ตั้งแต่การเริ่มดำเนินโครงการ ระหว่างการทำงาน หรือหลังทำงานไปแล้วและนำบทเรียนที่เกิดขึ้นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาการทำงานต่อในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ดำเนินโครงการอยู่เช่นกัน ในการนำรูปแบบและบทเรียนของ 4 จังหวัดที่ได้นี้ไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการทำงานในพื้นที่ของตน เพื่อให้เกิดรูปแบบและบทเรียนในการทำงานท้องวัยรุ่นที่เหมาะกับบริบทในพื้นที่ตัวเอง

หมายเหตุ เรียบเรียงจากการอภิปรายกลุ่ม เรื่อง การนำบทเรียนการจัดการความรู้ของจังหวัดมาบูรณาการการดำเนินงาน 9 ภาคกิจ ในการประชุมปฏิบัติการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 4 เรื่องระบบข้อมูล ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10-11 พ.ย. 2559