วัยรุ่นคือ วัยที่อายุระหว่าง 10 – 19 ปี ถ้าอายุ 10 – 14 ปีเรียกว่า younger adolescences ส่วน 15 ปีขึ้นไปเรียก adolescences ซึ่งแปลว่าเด็กเหล่านี้อยู่ในโรงเรียนทั้งสิ้น

อาจารย์วิภา เกตุเทพา โรงเรียนสตรีวิทยา 2 กทม. เน้นว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการแก้ปัญหาท้องวัยรุ่นนั้น ต้องเข้าใจให้ถึงแก่นของงาน เข้าใจเหตุปัจจัยของการท้องในวัยรุ่น เข้าถึงช่องทางการทำงานในระบบดูแลช่วยเหลือ และพัฒนา คือ มีวิธีการ มีเครื่องมือที่จะใช้ ซึ่งทั้ง 3 มิติ คือ การป้องกัน แก้ไข พัฒนา

นอกจากนั้นอาจารย์วิภาได้ชี้ให้เห็นชัดถึง ความแตกต่างของสองขั้วแห่งความคิด คือ “การมีเพศสัมพันธ์กัน เด็กมองว่าไม่ใช่ปัญหา แต่ในขณะที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นปัญหา” ดังนั้น ผู้ใหญ่กำลังทำงานกับสิ่งที่ไม่ใช่ปัญหาของเด็ก

ปัจจัยที่ทำให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ คือ 1) เด็ก เด็กมีอิสระ มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน มีโอกาสอยู่กันเป็นคู่ ๒) สื่อ วัยรุ่นเข้าถึงสื่อมากขึ้น เช่น สื่อลามก ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ หากเราเข้าใจ ก็จะไม่กล่าวโทษว่าเด็ก สังคม หรือพ่อแม่ผิด เพราะทุกอย่างมีเหตุปัจจัย

อ.วิภา เล่าถึงขั้นตอนการทำงานในโรงเรียนว่า  1. ครูต้องรู้จักเด็กทุกคนตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  2. คัดกรองและจัดกลุ่มนักเรียน 3. จัดกิจกรรมส่งเสริม ป้องกัน พัฒนา 4. หากพบว่าเสี่ยงก็แก้ไข ช่วยเหลือ ส่งต่อ 5. ประสานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 6. สรุปและรายงานผล

“งานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน คือ จะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา แล้วหากเกิดปัญหาจะแก้อย่างไร จะพัฒนาอย่างไรให้ชีวิตดำเนินต่อไป”

 อาจารย์นิรชา  ป้านศรี ประสบการณ์อีกมุมหนึ่งจากจังหวัดเพชรบุรี โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฎ์วิทยาลัย อาจารย์เล่าว่า ทุกปีโรงเรียนจะมีนักเรียนท้อง และยังเรียนอยู่ในระบบโดยตลอด หากเด็กปรับตัวมาเรียนได้ โรงเรียนก็ยินดีให้เรียนจนกว่าจะถึง ๗ – ๘ เดือน หรือจนกว่าจะมาเรียนไม่สะดวกแล้ว ซึ่งเพื่อนนักเรียนก็จะช่วยดูแลกันเอง ทั้งนี้ ยังมีครูบางท่านที่รับไม่ได้ อาจมีปัญหาบ้าง ก็ต้องคุยกันเป็นราย ๆ ไป ซึ่งครูส่วนใหญ่จะเมตตาเด็ก เพราะถ้าให้ออกกลางคัน โอกาสที่เด็กจะได้เรียนต่อมีน้อยมาก แต่ถ้าให้เขาได้เรียน เขาจะได้ทำงานตามที่เขามีศักยภาพ

“ตอนนี้มีเด็ก ม.6 ตั้งท้องตั้งแต่ยังไม่เปิดเทอม อยากฝากว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงไม่ใช่เด็กเที่ยวสถานบันเทิง หรือเด็กที่เรามองว่าจัดจ้าน เด็กพวกนั้นไม่ต้องห่วง แต่เด็กที่ท้อง จะเป็นเด็กเรียนเก่งทุกปี”

การที่เด็กมาปรึกษาครู เพราะเขาไว้ใจ ซึ่งบางครั้ง ครูที่ปรึกษาก็ไม่ได้เก็บความลับได้ ดังนั้นครูที่เด็กเห็นว่าปรึกษาได้จึงสำคัญมาก  

 อาจารย์กรรณานุช มูลคำ โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ เล่าถึง “แม่ออนโมเดล” ว่า โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย เป็นโรงเรียนที่อยู่ชานเมือง ได้คิดหาทางพัฒนาเด็กตามศักยภาพ โดยแบ่งครูในโรงเรียนออกเป็น 3 ทีมคือ

  1. ทีมแกนนำหลักคุณภาพ ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ทำหน้าที่วางแผนว่าจะพัฒนาเด็กไปในด้านไหน
  2. แกนนำพัฒนา คือ ครูฝ่ายวิชาการ ฝ่ายแผน คณะกรรมการในโรงเรียน และ
  3. แกนนำร่วมคุณภาพ คือ ครูประจำวิชา ครูแนะแนว โดยครูจะวิเคราะห์เด็กรายบุคคล ให้ออกมาเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. “รักใคร่” คือ ไม่ค่อยมีปัญหา ตั้งใจเรียน 2. “ห่วงใย” คือ กลุ่มที่เริ่มเสี่ยง 3. “ใส่ใจ” คือ กลุ่มที่มีปัญหาแล้ว และจะแก้ไขอย่างไร 4. “ดูแล” คือเด็กพิเศษ ซึ่งจะดูแลทั้งเรื่องพัฒนาการ การปรับตัว โดยจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเด็ก และเอื้อให้เกิดโอกาสในการเรียนรู้ จากห้องสมุดมีชีวิต ค่ายเพศศึกษา เพื่อฝึกการคิดเชิงบวก ลดการรังแกกัน และให้เห็นคุณค่าในตัวเอง

อ.กรรณานุช เล่าว่า หลังจากแบ่งกลุ่มจะพัฒนาต้นทุนชีวิต จาก 5 กิจกรรมด้วยกัน คือ 1. “หนึ่งจุดหมายหลากหลายเส้นทาง” เป็นกิจกรรมเพื่อให้รู้จักแบ่งปันผู้อื่น แบ่งปันชุมชน เกิดความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตัวเอง 2. “อ้อมกอดครอบครัวเป็นรั้วป้องกัน” จะจัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองกับเด็กพบปะกัน แสดงความรักกัน เพื่อให้เด็กกล้าคุยกับผู้ปกครอง จะทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นเกราะให้เด็กมีที่ยึดเหนี่ยว 3. “เรียนรู้โลกกว้าง สร้างฐานอาชีพ” เพื่อให้มีวิชาชีพติดตัว 4. “พี่สร้าง น้องเสริม เพิ่มเติมความรู้” คือ การที่พี่มอบความรู้ให้กับน้อง ให้ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องการเรียนและสังคม 5. “ปลอดสิ่งมัวเมา เข้าหาธรรมะ” จะมีการประสานกับวัดให้พระออกบิณฑบาตทุกวันศุกร์

“เราจะพัฒนาเด็กทุกวิถีทาง ให้เต็มศักยภาพ ซึ่งส่งผลให้เราได้รับรางวัลโล่ยอดเยี่ยมระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในปีนี้”

 อาจารย์อารีย์  จารุภูมิ  โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ เล่าว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดบูรณาการในการป้องกันท้องวัยรุ่น มีการทำกิจกรรมหลากหลาย และในอำเภอแม่ออน มีการทำงานเป็นเครือข่าย ทั้งโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมในชุมชน ให้เด็กเข้าใจในเรื่องการป้องกัน เรื่องสัมพันธภาพ และการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น ส่วนทีมงานในระดับอำเภอมีการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง เช่น อปท.มีงบประมาณในบทบัญญัติ เพื่อส่งเสริมการทำให้สังคมยอมรับท้องวัยรุ่น เป็นต้น

สำหรับการแก้ไขปัญหาทุกวันนี้ สิ่งที่ยังเป็นวิกฤต คือ “กว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรู้ว่าท้องก็เลย 12 สัปดาห์แล้ว เราคุยกับผู้บริหาร ผู้เกี่ยวข้องในโรงเรียน เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราต้องไปหาต้นทุนที่มีอยู่ล้อมรอบ ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ทั้งบวกและลบว่า ท้องต่อเป็นยังไง ยุติเป็นยังไง เราต้องเคารพการตัดสินใจของเด็ก”

อาจารย์วิภา ชวนทุกคนที่เข้าร่วมทำกิจกรรมด้วยการแจกกระดาษเอสี่ให้ผู้เข้าร่วมคนละแผ่น โดยให้เขียน “ความดีงาม หรือความน่าชื่นใจของเรา” แล้วชวนคุยว่า ให้สมมติว่าเป็นเด็กที่ท้อง ให้เขียนชื่อตัวเองลงบนกระดาษ และเขียนความดีงามของตัวเอง จากนั้นพับกระดาษให้เล็กที่สุด และคลี่กระดาษออกมา จะพบว่ากระดาษเป็นรอย ต่อมาให้ขยำ แล้วคลี่กระดาษออกมาอีกครั้งหนึ่ง อย่าให้กระดาษขาด จากนั้นถามว่า กระดาษยับแผนนี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง เพื่อชวนให้เห็นว่า กระดาษยับ ๆ แผ่นนี้ยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง

เครื่องมือที่สำคัญที่สุดคือ หัวใจที่คิดแก้ปัญหา ซึ่งระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หรือการทำงานกับเด็ก ไม่มีอะไรเป็นสูตรตายตัว แต่เป็นการทำงานวินาทีต่อวินาที ผันแปรได้ ซึ่งใจต้องนิ่งแล้วเป็นหนึ่ง

ดร.วิชชุดา  ฐิติโชติรัตนา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สะท้อนความคิดต่อกิจกรรมพับ และขยำกระดาษว่า ที่จริงแล้ว ชีวิตของเราทุกคนเหมือนเดิมหรือไม่ ในขณะที่เราต้องการให้กระดาษเรียบเหมือนเดิม ซึ่งความต้องการให้เหมือนเดิมนั้นจะเป็นการบีบตัวเอง และบีบเด็ก

สาเหตุภายในของเด็กที่ท้อง หรือมีเพศสัมพันธ์ คือ เพราะหลง เมื่อหลงจึงรัก เมื่อหลงจึงปรารถนา และเมื่อหลงจึงไม่เชื่อกรรม

“สิ่งสำคัญที่สุด คือ จิตใจที่พร้อมจะให้อภัย ซึ่งการให้อภัยนั้น เครื่องมือมีค่อนข้างมาก แต่ต้องกลับมาดูใจของเราว่ากวัดแกว่งหรือไม่ เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา เรารู้สึกหดหู่กับเด็ก ๆ หรือไม่ และที่ใจสำคัญ เพราะไม่มีใครเข้าใจเด็กได้มากกว่าพวกเราอีกแล้ว” 

ต้องทำให้ใจนิ่งก่อน คือ ทำความเข้าใจความจริงของชีวิตว่าสรรพสิ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงทุกชีวิตมีพื้นฐานที่งดงาม ต้องการเป็นคนดี จึงต้องค้นหาความดีของเด็กขึ้นมา

ธวัชชัย  พาชื่น ผู้ดำเนินรายการ จากมูลนิธิแพธทูเฮลท์  แจกกระดาษ และเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมเขียนว่า “อะไรที่ยากที่สุดในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน”  และ “อะไรที่พอจะกลับไปทำได้”  ซึ่งพบว่า

1. เรื่องที่ยากที่สุดในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สรุปประเด็นใหญ่
ได้ดังนี้

– ระบบช่วยเหลือนักเรียนไม่สามารถทำได้ทั่วถึงทุกคนให้บรรลุตรงตามเป้า 100% ในทุกด้าน เพราะเข้าถึงเด็กไม่ได้ตลอดเวลา ไม่มีเวลาที่จะรับฟัง,งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนไม่อยู่ในความรับผิดชอบ, การค้นหานักเรียนที่เสี่ยงต่อการท้องในวัยเรียน การเข้าถึง / คัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง ที่กำลังเผชิญปัญหา, การปกปิดไม่ให้สังคมรู้ว่าเด็กท้องในวัยเรียน, การทำให้เด็กเกิดทักษะชีวิต เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย, การขอความร่วมมือกับผู้ปกครอง, การสร้างความตระหนักและการประสานงานเพื่อสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง / ยั่งยืน

– การแก้ไขปัญหาให้ลดลง

– การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติครู ให้เปิดใจ ยอมรับ ให้มีใจรัก เมตตา และให้อภัยเด็ก  ความจริงจังในการแก้ไขปัญหาของบุคลากรในโรงเรียนทั้งหมด

– การรู้จักข่มใจตัวเอง เมื่อนักเรียนมีอารมณ์ ความต้องการทางเพศ

– การป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เพราะสังคมเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน เราเข้าไปควบคุมดูแลตลอดไม่ได้, การทำงานให้ทัน

– ห้ามการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น การปรับเปลี่ยนค่านิยมการมีแฟน ถ้าไม่มีแฟนแย่, การสร้างค่านิยมเชิงบวกในตัวนักเรียน

– สภาพสังคมที่เอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์ / ความอ่อนแอของสังคม / ความรุนแรงในครอบครัวคือปัญหาก่อให้เด็ก / เยาวชนมีปัญหาตั้งครรภ์ในวัยเรียน

– การส่งต่อ / การรู้เรื่องบริการของกันและกัน

– การสร้างความตระหนักให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้ปกครองได้เข้าใจในปัญหา สร้างค่านิยมใหม่ที่เหมาะสม, ปรับ/ เปลี่ยนทัศนคติของคนที่จะทำงานด้วยอย่างพ่อแม่ ผู้ดูแล ผู้บริหาร ผู้ให้บริการวัยรุ่น และ เด็กให้เข้าใจ และยอมรับไปในทิศทางเดียวกัน

– การเห็นถึงความสำคัญในการช่วยเหลือเด็กอย่างแท้จริง, การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง

– ทำให้ผู้บริหารของสำนักงานและโรงเรียนเห็นความสำคัญของระบบดูแลนักเรียนมากกว่าผลการสอบโอเน็ต หรือ national test / การสร้างความตระหนักในตัวบุคลากรของหน่วยงานของโรงเรียนให้เห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์


2. สิ่งที่ทำได้ อะไรที่พอจะกลับไปทำได้ สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้

– การให้ข้อมูลและจัดอบรม การให้คำปรึกษา และบริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, จัดค่ายพ่อแม่ในการพูดคุยกับลูกวัยรุ่น,ให้ความรู้และวิธีการป้องกันตนเองของนักเรียน โดยสอดแทรกความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่เด็กตามวัยอย่างถูกต้องและเหมาะสม, นำสติ๊กเกอร์ที่ได้รับจากการอบรมไปติดไว้ที่ห้องน้ำทุกโรงเรียน เพื่อนักเรียนจะได้มีช่องทางปรึกษา, หาความรู้ จัดอบรมนักเรียน แยกชายหญิง ตามระดับชั้น เรื่องป้องกันการท้อง สร้างจิตสำนึกในเด็กชาย อีกทั้งจัดให้มีอุปกรณ์คุมกำเนิดที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย

– การเปิดใจยอมรับ ปรับทัศนคติเชิงบวก ปรับใจตัวเอง ให้เข้าใจ และยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้น, จัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ชัดเจน มีกิจกรรมสนับสนุน เช่น มีการลงเยี่ยมบ้าน 100% , จัดโครงการอบรมครู และผู้บริหาร เพื่อให้ตระหนักเห็นความสำคัญของการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และที่สำคัญคือ การให้ความรัก ความเข้าใจในตัวเด็ก สร้างความเชื่อมั่น และให้เด็กเห็นคุณค่าตัวเอง

– การจัดกิจกรรม ส่งเสริมป้องกันปัญหา พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือในสถานศึกษาให้เกิดความเข้มแข็ง, สนับสนุนให้คำปรึกษานักเรียนที่มีปัญหาด้านต่างๆ พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่, สร้างความเข้าใจและความร่วมมือ เชื่อมโยงงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนกับงานท้องวัยรุ่น รวมถึงประสานต่อไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การช่วยเหลือและเยียวยาในด้านจิตใจของผู้ประสบปัญหาภายหลังการตั้งครรภ์, ปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วยความมุ่งมั่น และความตั้งใจ, นำเทคนิคแก้ปัญหาที่ได้รับจากวิทยากรไปปรับใช้ นำความรู้ไปขยายผลให้ครู / นิเทศ กำกับติดตาม ในบริบทเล็ก ๆ ให้ใหญ่ขึ้น

 

จากการเสวนาเรื่อง “ปฏิบัติการของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในการแก้ปัญหาท้องวัยรุ่นและการรังแกกัน”
ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย
       อ.กรรณานุช มูลคำ / อ.อารีย์ จารุภูมิ โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
       อ.นิรชา ป้านศรี โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฎ์วิทยาลัย จ.เพชรบุรี
       อ.วิภา เกตุเทพา โรงเรียนสตรีวิทยา 2
       ดร.วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ดำเนินรายการ โดย ธวัชชัย  พาชื่น มูลนิธิแพธทูเฮลท์
27 ตุลาคม 2559 เวลา 13.00-16.30 น.