ถนนสายใหม่……แห่งบ้านกาญจนา

ป้ามล ทิชา ณ นคร กล่าวว่าในยุค 4G การทำงานกับเยาวชนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย หากถอดใจเร็ว วางอุเบกขาเร็วก็จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์มากมาย

บ้านกาญจนาภิเษก ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน นับเป็น 1 ใน 19 แห่ง ที่ใช้ระบบการนำหน่วยงานข้างนอก (Outsource) มาบริหาร ทำให้ไม่เป็นคุก ไม่เชื่อกฎเหล็ก สภาพการควบคุมต่ำ ความสัมพันธ์แนวราบ เติมในสิ่งที่เขาขาดพร่องไป ให้ตระหนักในคุณค่าของตนว่ามีความหมายต่อใครสักคน ผลลัพธ์ผลผลิตของการกระทำของเราส่วนหนึ่ง สร้างให้เกิดบรรยากาศในการบริหารจัดการแบบใหม่ ไม่มีระบบ drop out และทำให้เด็กมีความแข็งแรง

เรากำลังสื่อสารกับรัฐ กับสังคมว่า คุก ไม่ใช่สถานที่ที่มีกำแพง รั้วไฟฟ้า กฎเหล็ก คุกต้องการภาพอีกแบบหนึ่ง และให้ขยายภาพนั้นออกไป

เด็ก ๆ บอกว่า ป้ามลเหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ ๆ ให้เราได้พักผ่อนทบทวนตัวเอง และในขณะเดียวกันป้ามลก็เป็นดวงอาทิตย์นำแสงสว่างชี้ทางให้เราเดินห่างจากสิ่งยั่วยุ

ความเชื่อที่ว่าเด็กที่ถูกทำให้ชำรุดยากจะซ่อมแซมนั้นยังแข็งแรงมาก จนทำให้ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนคุก ปะทะกับความเชื่อของสังคมที่ว่า มนุษย์ทุกคนอยากอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone)  มีคำถามจากนักกฎหมายว่า เราจะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าเกิดความเสียหาย

ถามกลับว่า มีอะไรที่คืนสู่สังคมได้บ้าง เราจึงต้องการถนนสายใหม่ เราคงต้องยอมเจ็บ การทำเช่นนี้มีราคาที่สูงมากในการสร้างการเปลี่ยนแปลง คนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงต้องจ่าย และไม่ต้องเรียกร้องถามหากำไรจากใคร ซึ่งต้นทุนของแต่ละคนต่างกัน บ้านกาญจนาจึงทำตัวอย่างที่สุดโต่งนี้ให้เป็นที่ประจักษ์

สังคมได้กำไร หรือเรากำไร…เราทำให้สังคมได้กำไร

การที่เด็กกลับไปสู่ที่บ้าน และคืนสู่สังคมได้ นั่นคือ กำไรสูงสุด

เพียงแค่ให้เขาดูแลเสรีภาพของตัวเองได้ นั่นคือ ความสำเร็จ  เปรียบเทียบกับเงาในอดีตของเขาเท่านั้น

ในนามของความปรารถนาดี

ระบบนิเวศทางสังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก อย่างสิ้นเชิง  การที่เราเอาระบบทางสังคมเก่ามาใช้กับเด็ก ๆ ในนามของความปรารถนาดีของเรามาใช้กับเขา เหมือนกับเราไปซ้ำเติมเขา เขาไม่สามารถก้าวผ่านไปสู่โลกได้ ไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ต้องทบทวนตัวเองให้มากสำหรับคนที่ทำงานกับเยาวชน คือ เราไม่สามารถบอกอะไรกับเด็กได้ทุกอย่าง นิเวศน์ทางสังคมเปลี่ยนไปมาก ผู้คนจึงเปลี่ยนไป เรามักคิดแทนเขา ผูกขาดความห่วงใย เรากลัวว่าเขาจะเพลี่ยงพล้ำ มันยังไม่มีความชอบธรรมถึงขนาดนั้นที่จะผูกขาดความห่วงใย ยิ่งระบบนิเวศน์ทางสังคมของเด็ก ๆ เปลี่ยนไป มันยิ่งตอกย้ำให้เรารู้ว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีการเสวนา เพื่อทำให้เขารู้ว่าพลังด้านดีด้านบวกของเขามันยิ่งใหญ่ขึ้น ทำให้เขาเติบโตขึ้นทำให้เขาเดินเดี่ยวต่อไปได้ในสังคม เรายิ่งจะต้องตอกย้ำความคิดนี้ให้มากยิ่งขึ้นไป ไม่ใช่เราผูกขาด กลัวไปหมด พ่อแม่บางคนกลัวทุกอย่างบอกไปหมด ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องบอกขนาดนั้น

ป้ามลเล่าว่า ตัวอย่างสุดโต่งของบ้านกาญจนานี่แหละคือคำตอบ เวลาเทศกาลสำคัญ ๆ กรมพินิจฯ อาจจะมีคำสั่ง เอกสารลับมาเลย เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ ให้ดูแลสถานควบคุมให้ดี ให้ระวังเด็กหนี ระวังเด็กก่อจราจล ทั้งหมดนี้เป็นความกลัว สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่มันถูกหวนกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ภายใต้การออกแบบในห้องประชุมโดยไม่ได้ดูอุณหภูมิอากาศข้างนอกเลย สิ่งที่ป้าทำ บ้านกาญจนาทำ ทุกปีใหม่ ทุกเทศกาลเราก็ชวนเด็ก ๆ คิดกัน ด่านในประเทศไทยทั้งหมดมีด่านกี่ด่าน 4,000 กว่าด่าน ถ้าเราไปค้นหาข้อมูล เราจะฝ่าด่านทุกด่านไปได้อย่างไรโดยที่เราไม่ปัสสาวะสีม่วง โดยที่เราไม่ถูกจับ รอยสักบนตัวของเราที่มันบ่งบอกว่าเราเป็นเด็กสถานพินิจ ตำรวจที่เขาเรียนพวกอาชญวิทยาเขาเห็นรองเท้าเด็กเขายังตีความได้เลยว่า กลุ่มนี้คือพวกติดคุก รอยสักแบบนี้ไม่ใช่รอยสักแบบพวกที่เป็นศิลปินแต่เป็นรอยสักของกลุ่มนักโทษ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ผ่านด่านเหล่านี้ไปได้ เราไม่เก็บเด็กไว้ในสถานพินิจในช่วงที่เพลงปีใหม่กำลังสนุกสนานบันเทิง เพราะนั่นคือโลกที่แท้จริงของเขา โลกที่เขาจะต้องออกไปสู้รบปรบมือและรับมือกับมัน พร้อมกับความรู้สึกที่รักในเสรีภาพ หวงในเสรีภาพ คนอื่นเขาก็มีเสรีภาพเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อ 1) เราเชื่อในตัวมนุษย์ 2) เราต้องไม่กลัวว่าตัวเองจะบาดเจ็บ ไม่กลัวบาดเจ็บหรือการต้องออกจากเซฟตี้โซน อาจจะต้องเป็นนวัตกรรมของคนที่อยากทำงานด้วยซ้ำไป เพราะถ้าเรายังอยากอยู่ในเซฟตี้โซนต่อไป ป้าเชื่อว่าเราไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

เรามองข้ามคนที่สำคัญที่สุดไปหรือเปล่า?

กระบวนการทำงานของเราในปี พ.ศ.นี้ ที่ทำกับเด็กและเยาวชน เราได้ทำงานผ่านตัวแทน ข้ามคนที่สำคัญที่สุดของเด็กคือ พ่อแม่ผู้ปกครองของเขา ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่เป็นความหวังบนการจัดการแบบลอย ๆ การทำงานกับพ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องปรับกระบวนการ ทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทำงานกับพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อให้เขามาเป็นกำลังที่สำคัญ

จะเห็นว่าเราใช้เงินมหาศาลในประเทศนี้ที่เป็นภาษีอาการของเรา สร้างการประชุมในโรงแรมเพื่อให้นักสังคม นักจิตวิทยา กรรมการสงเคราะห์ กรรมการพินิจ ใครก็แล้วแต่ในชื่อของ Workers ทั้งหลาย พยายามหาวิธีเพื่อที่จะรัก เพื่อดูแลเทคแคร์เด็กเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด แล้วถึงที่สุดเราลืมตัวละครที่สำคัญไป เราเขียนแค่เป็นไม้ประดับเท่านั้นคือ พ่อแม่ผู้ปกครอง และถ้าถามว่าในแง่ของการกระทำจริง ๆ รูปแบบจริง ๆ ของกระบวนการ เขาอยู่ในห่วงโซ่ไหน ปรากฏว่าไม่มี

ในประเทศเนเธอร์แลนด์   บางส่วนของคุกใหญ่ปิดไปแล้ว เพราะไม่มีนักโทษที่มากพอ เนเธอร์แลนด์สามารถออกแบบกระบวนการยุติธรรมที่ไร้รอยต่อได้ เหตุผลเพราะกลไกของเขามันฟังก์ชั่นอย่างมาก คนของเขา Active citizen กระบวนการและรูปแบบ และถ้าเราจะประยุกต์วิธีของเนเธอร์แลนด์มาใช้กับประเทศไทย คำตอบเราคงเห็นอยู่ว่า ฟังก์ชั่นขององค์กรเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น  แต่ว่าเรามีทุนทางสังคมอยู่อันหนึ่ง ซึ่งเนเธอร์แลนด์เขาก็ไม่มีและที่อื่นก็ไม่มี ก็คือ “ความเป็นครอบครัวของเรา” ป้าเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนในประเทศไทยมีความรักลูกมากมายมหาศาล แต่พ่อแม่จำนวนมหาศาลเช่นกันที่มีความพร่องในการเลี้ยงลูก หน้าที่ของเราคือใช้ทุนที่ดีที่สุดคือทุนความรัก ส่วนทุนที่พร่องเราก็ต้องหานวัตกรรมไปใส่

รัฐต้องปรับตัวและหมุนกลับมาทำงานโดยไม่ผ่านตัวแทน เด็กที่นี่พูดกับคนที่มาดูงานว่า ที่นี่ไม่ทำงานกับพ่อแม่ผมโดยผ่านตัวแทนขายตรงกับพ่อแม่ แล้วนี่เป็นเหตุผลที่เด็กบ้านกาญจนากลับคืนสู่เรือนได้อย่างลงตัว เพราะเราทำงานกับพ่อแม่โดยตรง พ่อแม่มานอนที่นี่ พ่อแม่มาร่วมแก้ปัญหากับเรา และถ้าหากเราทำผ่านกรรมการสงเคราะห์ที่อยู่ในกฎหมาย พรบ.ศาลเยาวชน กรรมการสงเคราะห์คือเทวดาจากไหนก็ไม่ใช่ แต่คือคนในชุมชน และเอาเข้ามาในห้องประชุม มาอบรม จะให้กลับเข้าไปดูแลเด็กในชุมชน คำถามคือ แล้วพ่อแม่เด็กที่อยู่ในชุมชนนั้นล่ะเอาเขาไปทิ้งที่ไหน ทำไมไม่ทำงานกับเขา

ในประเทศนี้ต้องมีคนกล้าหาญสักกลุ่มหนึ่ง ที่ลุกขึ้นมาแสวงหาทางของตัวเอง แล้วค่อย ๆ ทำให้ scale เล็ก ๆ นั้น ถูก Up เป็น scale ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลาในการเดินทางสักพักนึงแต่ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าที่เราหลงเดินทางตามใครไปก็ไม่รู้

ป้าเชื่อมั่นในครอบครัวเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ปิดกลุ่มจะบอกเขาเสมอว่าขอให้พ่อแม่ทุกคน ขอให้พวกเราทุกคน ที่ทำงานอยู่ตรงนี้มีความเชื่อมั่น ทั้งตัวของเราเองที่กำลังทำอยู่ คิดถึงเด็ก ๆ ให้มากขึ้น คิดถึงเยาวชนให้มากขึ้น คิดถึงครอบครัวให้มากขึ้น ป้าเชื่อว่าแพธทูเฮลท์เป็นเพื่อนร่วมทางที่พาเรามาถูกทางแล้ว เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องช่วยกันคิดหาครื่องมือ ที่ลองผิดลองถูกอีกสักพักหนึ่ง เครื่องมือที่ป้าทำอยู่ทุกวันนี้ป้ายินดีถ้าแพธทูเฮลท์หรือกลุ่มพวกเราจะเอาไปประยุกต์ และพัฒนาต่อให้ลงตัวตามลักษณะของพื้นที่ ตามลักษณะของเนื้องาน

ท้ายสุด ป้ามลได้ฝากไว้ว่าครอบครัวเป็นเรื่องจริง ส่วนนักสารพัดนักนั้นเป็นเรื่องรอง และนี่คือความหมายของครอบครัว คนไทยมีกลิ่นอายสิ่งเหล่านี้พอสมควร แต่เราหลงลืมมันไป คว้ามันกลับมาใหม่ แล้วก็ปรับให้เข้ากับยุคสมัยกับยุคดิจิตอล ยุค 4G  เชื่อว่ายังมีความหวังและพวกเราได้มาถูกทางแล้ว

“ครอบครัวคือจุดเริ่ม คือจุดพัก คือความรัก ความอาทร

คือความเย็นเมื่อเราร้อน คือความอุ่นเมื่อเราหนาว

คือที่คลายระบายทุกข์ คือความสุขยามหมองเศร้า

คือที่พึ่งยามเจ็บร้าว คือที่พร้อมยอมอภัย”

 

 

 

 ปาฐกถา: “บ้าน โรงเรียน ชุมชน สังคม รอบด้านที่สร้างหรือดับพลังเยาวชน”
โดย ป้ามล-ทิชา  ณ นคร
ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก
วันที่ 24 ต.ค. 2559 เวลา 14.00-14.30 น.