คกก.ป้องกันท้องวัยรุ่น เตรียมเคาะร่างกฎหมายลูก 19 ธ.ค.นี้ ขับเคลื่อนแก้ปัญหาป่องในวัยรุ่น

นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า หลังจาก พรบ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 กระทรวง คือ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงแรงงานจะต้องไปออกกฎกระทรวงเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าแต่ละหน่วยงานจะมีการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร และนำมาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่มี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งได้มีการประชุมครั้งแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถพิจารณารายละเอียดได้มากนัก เนื่องจากคณะกรรมการฯ ยังไม่ครบองค์ประชุม เพราะยังขาดผู้ทรงคุณวุฒิตามที่ พรบ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ฯ กำหนด

“กฎกระทรวงของแต่ละกระทรวงนั้นมีการยกร่างมาเป็นระยะจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจากการประชุมครั้งที่แล้ว พล.ร.อ.ณรงค์ ได้มอบให้แต่ละกระทรวงกลับไปดำเนินการให้แล้วเสร็จ พร้อมนำมาเสนออีกครั้งในวันที่ 19 ธ.ค. 2559 ซึ่งจะเป็นการประชุมครั้งที่สองของคณะกรรมการฯ ซึ่งจะเป็นวันที่มีคณะกรรมการครบองค์ประชุม นอกจากนี้ ในวันดังกล่าวจะมีการเสนอร่างยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่มีการพิจารณาเพิ่มเติมและปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม โดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ที่ประชุมด้วย” นพ.ธงชัย กล่าว

อนึ่ง คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีกรรมการโดยตำแหน่งจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 8 คน ประกอบด้วย รมว.พม. รมว.ศึกษาธิการ รมว.สาธารณสุข ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และผู้แทนเด็กและเยาวชน 2 คน โดย พรบ.ฉบับนี้จะครอบคลุมการดูแลวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 10-20 ปี สาระสำคัญคือ ส่งเสริมให้วัยรุ่นมีสิทธิตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องการยุติการตั้งครรภ์และมีสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ได้รับบริการอนามัยเจริญพันธุ์ และได้รับการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่วัยรุ่นขณะที่ตั้งครรภ์และหลังคลอด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

ข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ