แพธทูเฮลท์ เตรียมจัดประชุมวิชาการติวเข้มคนทำงานเรื่องท้องวัยรุ่น เน้น 4 เมนูหลัก ที่จะเป็นเครื่องมือนำกลับไปใช้ในพื้นที่ต่อไป

มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health foundation) ภายใต้โครงการสนับสนุนด้านวิชาการแก่ทีมงานหลักผู้รับผิดชอบงานขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นแบบบูรณาการระดับจังหวัด จัดประชุมวิชาการเรื่อง “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” สำหรับภาคีคนทำงานเรื่องท้องวัยรุ่นในพื้นที่ 9 จังหวัดคือ เชียงราย ลำปาง ตาก นครสวรรค์ ชัยภูมิ เลย มหาสารคาม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 27-28 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ณ โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ

นายชูไชย นิจไตรรัตน์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานของมูลนิธิแพธทูเฮล์ที่สนับสนุนทางวิชาการแก่คนทำงานท้องวัยรุ่น 9 จังหวัด พบว่าการทำงานเรื่องท้องในวัยรุ่นมี 2 ประเด็นที่ถือเป็นเรื่องสำคัญคือ การป้องกันและการดูแล ซึ่งการทำงานในส่วนการป้องกันนั้น ประกอบด้วยการพัฒนาเยาวชน เพื่อให้แกนนำเยาวชนได้ทำงานกับเพื่อนของเขาเอง การทำงานกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ต้องต่อยอดจากพ่อแม่ที่ผ่านกระบวนการอบรมต่าง ๆ มาแล้ว และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่ควรดูแลเด็กได้จริงเมื่อเขาเผชิญปัญหา และมีการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ในส่วนของการดูแล ก็จะเป็นเรื่องของพ่อแม่วัยใส หรือผู้หญิงที่เป็นแม่คนเดียว ที่พวกเขาต้องเผชิญกับอะไรหลาย ๆ เรื่อง ถ้าเกิดว่าเรามีระบบมีกระบวนการดูแลเขาได้อย่างดี ตั้งแต่เขาเริ่มที่จะท้อง ระหว่างคลอด หลังคลอด ที่จะทำอย่างไรให้ชีวิตเขามีคุณภาพ ซึ่งรวมถึงชีวิตของลูกหรือแฟนของเขาด้วย ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นประเด็นร่วมที่เกี่ยวข้องกับคนทำงานเรื่องท้องวัยรุ่น” นายชูไชยกล่าว

การประชุมวิชาการครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อให้ภาคีและคนทำงานท้องวัยรุ่นได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการทำงาน บทเรียนความสำเร็จ ฝึกการใช้เครื่องมือหรือกิจกรรม เพื่อนำไปปรับใช้ในแผนกิจกรรมของจังหวัดต่อไป โดยใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การทำงานกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2. การต่อยอดการทำงานกับพ่อแม่ และผู้ดูแลวัยรุ่น 3. การทำงานกับพ่อแม่วัยใส 4. การทำงานพัฒนาเยาวชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ 9 ด้าน ในการขับเคลื่อนงานท้องวัยรุ่นของจังหวัดที่ดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัด ที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สนใจรายละเอียดต่าง ๆ ของงาน ติดตามได้จากเว็บไซต์ www.thaiteenpreg.com ชุมชนเพื่อการเรียนรู้ของคนทำงานท้องวัยรุ่น

พบกับสไลด์ “การประชุมกลุ่มครอบครัวเพื่อเพิ่มต้นทุนและเพิ่มพลังพ่อแม่ผู้ปกครอง ในการทำหน้าที่ฟื้นฟู-เยียวยาลูกหลานร่วมกับบ้านกาญจนาภิเษก” โดยคุณทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก

หมายเหตุ สไลด์ดังกล่าวประกอบการบรรยายในหัวข้อ “Empowering พ่อแม่และผู้ดูแลตัววัยรุ่น : ถอดเครื่องมือจากบ้านกาญจนาภิเษกรอบ 1-2” จากการประชุมวิชาการ “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” เมื่อวันที่ 27-28 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ

ดาวน์โหลดที่นี่

พบกับสไลด์ “พลังเยาวชน ช่วยเราได้”

หมายเหตุ สไลด์ดังกล่าวประกอบการบรรยายในหัวข้อปฏิบัติการของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในการแก้ไขปัญหาท้องวัยรุ่นและการรังแกกัน” จากการประชุมวิชาการ “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ

ดาวน์โหลดที่นี่

พบกับสไลด์ “ปฏิบัติการของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการแก้ปัญหาท้องวัยรุ่นและการรังแกกัน” โดยอาจารย์นิรชา ป้านศรี รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฏ์วิทยาลัย จ.เพชรบุรี อาจารย์กรรณานุช มูลคา โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ และอาจารย์วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

หมายเหตุ สไลด์ดังกล่าวประกอบการบรรยายในหัวข้อปฏิบัติการของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในการแก้ไขปัญหาท้องวัยรุ่นและการรังแกกัน” จากการประชุมวิชาการ “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ

ดาวน์โหลดที่นี่

พบกับสไลด์ “หลักการทำงานช่วยเหลือพ่อแม่วัยใส” โดย คุณเอกกมล สำลีรัตน์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ คลินิกสื่อรักวัยใส โรงพยาบาลพระสมุทรเจดีย์สวาทยานนท์ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

หมายเหตุ สไลด์ดังกล่าวประกอบการบรรยายในหัวข้อ “Ecological model : แนวทำงานกับพ่อแม่วัยใส”จากการประชุมวิชาการ “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ

ดาวน์โหลดที่นี่

พบกับสไลด์ “ห้องเรียนการทำงานกับพ่อแม่วัยใส”

หมายเหตุ สไลด์ดังกล่าวประกอบการบรรยายในหัวข้อ “Ecological model : แนวทำงานกับพ่อแม่วัยใส” จากการประชุมวิชาการ “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ

ดาวน์โหลดที่นี่

พบกับสไลด์ “ห้องเรียนการทำงานกับพ่อแม่วัยใส” โดยคุณนันทิตา จุไรทัศนีย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

หมายเหตุ สไลด์ดังกล่าวประกอบการบรรยายในหัวข้อ “Ecological model : แนวทำงานกับพ่อแม่วัยใส”
” จากการประชุมวิชาการ “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ

ดาวน์โหลดที่นี่

พบกับสไลด์ “ห้องเสริมทักษะ SKILL BUILDING พลังสหวิชาชีพ : หนุนเสริมระบบดูลช่วยเหลือนักเรียน”

หมายเหตุ สไลด์ดังกล่าวประกอบการบรรยายในหัวข้อ “พลังเยาวชนช่วยเราได้:บทเรียนและวิธีการพัฒนาแกนนำเยาวชนที่ยั่งยืน” จากการประชุมวิชาการ “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ

ดาวน์โหลดที่นี่

พบกับสไลด์ “ทักษะการให้คำปรึกษาเยาวชนและพ่อแม่” โดย ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หมายเหตุ สไลด์ดังกล่าวประกอบการบรรยายในหัวข้อ “ทักษะการให้คำปรึกษาเยาวชนและพ่อแม่” จากการประชุมวิชาการ “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมรามาดา เดมา กรุงเทพฯ

ดาวน์โหลดที่นี่

ปฏิบัติการของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการแก้ปัญหาท้องวัยรุ่นและการรังแกกัน

วัยรุ่นคือ วัยที่อายุระหว่าง 10 – 19 ปี ถ้าอายุ 10 – 14 ปีเรียกว่า younger adolescences ส่วน 15 ปีขึ้นไปเรียก adolescences ซึ่งแปลว่าเด็กเหล่านี้อยู่ในโรงเรียนทั้งสิ้น

อาจารย์วิภา เกตุเทพา โรงเรียนสตรีวิทยา 2 กทม. เน้นว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการแก้ปัญหาท้องวัยรุ่นนั้น ต้องเข้าใจให้ถึงแก่นของงาน เข้าใจเหตุปัจจัยของการท้องในวัยรุ่น เข้าถึงช่องทางการทำงานในระบบดูแลช่วยเหลือ และพัฒนา คือ มีวิธีการ มีเครื่องมือที่จะใช้ ซึ่งทั้ง 3 มิติ คือ การป้องกัน แก้ไข พัฒนา

นอกจากนั้นอาจารย์วิภาได้ชี้ให้เห็นชัดถึง ความแตกต่างของสองขั้วแห่งความคิด คือ “การมีเพศสัมพันธ์กัน เด็กมองว่าไม่ใช่ปัญหา แต่ในขณะที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นปัญหา” ดังนั้น ผู้ใหญ่กำลังทำงานกับสิ่งที่ไม่ใช่ปัญหาของเด็ก

ปัจจัยที่ทำให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ คือ 1) เด็ก เด็กมีอิสระ มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน มีโอกาสอยู่กันเป็นคู่ ๒) สื่อ วัยรุ่นเข้าถึงสื่อมากขึ้น เช่น สื่อลามก ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ หากเราเข้าใจ ก็จะไม่กล่าวโทษว่าเด็ก สังคม หรือพ่อแม่ผิด เพราะทุกอย่างมีเหตุปัจจัย

อ.วิภา เล่าถึงขั้นตอนการทำงานในโรงเรียนว่า  1. ครูต้องรู้จักเด็กทุกคนตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  2. คัดกรองและจัดกลุ่มนักเรียน 3. จัดกิจกรรมส่งเสริม ป้องกัน พัฒนา 4. หากพบว่าเสี่ยงก็แก้ไข ช่วยเหลือ ส่งต่อ 5. ประสานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 6. สรุปและรายงานผล

“งานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน คือ จะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา แล้วหากเกิดปัญหาจะแก้อย่างไร จะพัฒนาอย่างไรให้ชีวิตดำเนินต่อไป”

 อาจารย์นิรชา  ป้านศรี ประสบการณ์อีกมุมหนึ่งจากจังหวัดเพชรบุรี โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฎ์วิทยาลัย อาจารย์เล่าว่า ทุกปีโรงเรียนจะมีนักเรียนท้อง และยังเรียนอยู่ในระบบโดยตลอด หากเด็กปรับตัวมาเรียนได้ โรงเรียนก็ยินดีให้เรียนจนกว่าจะถึง ๗ – ๘ เดือน หรือจนกว่าจะมาเรียนไม่สะดวกแล้ว ซึ่งเพื่อนนักเรียนก็จะช่วยดูแลกันเอง ทั้งนี้ ยังมีครูบางท่านที่รับไม่ได้ อาจมีปัญหาบ้าง ก็ต้องคุยกันเป็นราย ๆ ไป ซึ่งครูส่วนใหญ่จะเมตตาเด็ก เพราะถ้าให้ออกกลางคัน โอกาสที่เด็กจะได้เรียนต่อมีน้อยมาก แต่ถ้าให้เขาได้เรียน เขาจะได้ทำงานตามที่เขามีศักยภาพ

“ตอนนี้มีเด็ก ม.6 ตั้งท้องตั้งแต่ยังไม่เปิดเทอม อยากฝากว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงไม่ใช่เด็กเที่ยวสถานบันเทิง หรือเด็กที่เรามองว่าจัดจ้าน เด็กพวกนั้นไม่ต้องห่วง แต่เด็กที่ท้อง จะเป็นเด็กเรียนเก่งทุกปี”

การที่เด็กมาปรึกษาครู เพราะเขาไว้ใจ ซึ่งบางครั้ง ครูที่ปรึกษาก็ไม่ได้เก็บความลับได้ ดังนั้นครูที่เด็กเห็นว่าปรึกษาได้จึงสำคัญมาก  

 อาจารย์กรรณานุช มูลคำ โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ เล่าถึง “แม่ออนโมเดล” ว่า โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย เป็นโรงเรียนที่อยู่ชานเมือง ได้คิดหาทางพัฒนาเด็กตามศักยภาพ โดยแบ่งครูในโรงเรียนออกเป็น 3 ทีมคือ

  1. ทีมแกนนำหลักคุณภาพ ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ทำหน้าที่วางแผนว่าจะพัฒนาเด็กไปในด้านไหน
  2. แกนนำพัฒนา คือ ครูฝ่ายวิชาการ ฝ่ายแผน คณะกรรมการในโรงเรียน และ
  3. แกนนำร่วมคุณภาพ คือ ครูประจำวิชา ครูแนะแนว โดยครูจะวิเคราะห์เด็กรายบุคคล ให้ออกมาเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. “รักใคร่” คือ ไม่ค่อยมีปัญหา ตั้งใจเรียน 2. “ห่วงใย” คือ กลุ่มที่เริ่มเสี่ยง 3. “ใส่ใจ” คือ กลุ่มที่มีปัญหาแล้ว และจะแก้ไขอย่างไร 4. “ดูแล” คือเด็กพิเศษ ซึ่งจะดูแลทั้งเรื่องพัฒนาการ การปรับตัว โดยจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเด็ก และเอื้อให้เกิดโอกาสในการเรียนรู้ จากห้องสมุดมีชีวิต ค่ายเพศศึกษา เพื่อฝึกการคิดเชิงบวก ลดการรังแกกัน และให้เห็นคุณค่าในตัวเอง

อ.กรรณานุช เล่าว่า หลังจากแบ่งกลุ่มจะพัฒนาต้นทุนชีวิต จาก 5 กิจกรรมด้วยกัน คือ 1. “หนึ่งจุดหมายหลากหลายเส้นทาง” เป็นกิจกรรมเพื่อให้รู้จักแบ่งปันผู้อื่น แบ่งปันชุมชน เกิดความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตัวเอง 2. “อ้อมกอดครอบครัวเป็นรั้วป้องกัน” จะจัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองกับเด็กพบปะกัน แสดงความรักกัน เพื่อให้เด็กกล้าคุยกับผู้ปกครอง จะทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นเกราะให้เด็กมีที่ยึดเหนี่ยว 3. “เรียนรู้โลกกว้าง สร้างฐานอาชีพ” เพื่อให้มีวิชาชีพติดตัว 4. “พี่สร้าง น้องเสริม เพิ่มเติมความรู้” คือ การที่พี่มอบความรู้ให้กับน้อง ให้ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องการเรียนและสังคม 5. “ปลอดสิ่งมัวเมา เข้าหาธรรมะ” จะมีการประสานกับวัดให้พระออกบิณฑบาตทุกวันศุกร์

“เราจะพัฒนาเด็กทุกวิถีทาง ให้เต็มศักยภาพ ซึ่งส่งผลให้เราได้รับรางวัลโล่ยอดเยี่ยมระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในปีนี้”

 อาจารย์อารีย์  จารุภูมิ  โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ เล่าว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดบูรณาการในการป้องกันท้องวัยรุ่น มีการทำกิจกรรมหลากหลาย และในอำเภอแม่ออน มีการทำงานเป็นเครือข่าย ทั้งโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมในชุมชน ให้เด็กเข้าใจในเรื่องการป้องกัน เรื่องสัมพันธภาพ และการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น ส่วนทีมงานในระดับอำเภอมีการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง เช่น อปท.มีงบประมาณในบทบัญญัติ เพื่อส่งเสริมการทำให้สังคมยอมรับท้องวัยรุ่น เป็นต้น

สำหรับการแก้ไขปัญหาทุกวันนี้ สิ่งที่ยังเป็นวิกฤต คือ “กว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรู้ว่าท้องก็เลย 12 สัปดาห์แล้ว เราคุยกับผู้บริหาร ผู้เกี่ยวข้องในโรงเรียน เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราต้องไปหาต้นทุนที่มีอยู่ล้อมรอบ ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ทั้งบวกและลบว่า ท้องต่อเป็นยังไง ยุติเป็นยังไง เราต้องเคารพการตัดสินใจของเด็ก”

อาจารย์วิภา ชวนทุกคนที่เข้าร่วมทำกิจกรรมด้วยการแจกกระดาษเอสี่ให้ผู้เข้าร่วมคนละแผ่น โดยให้เขียน “ความดีงาม หรือความน่าชื่นใจของเรา” แล้วชวนคุยว่า ให้สมมติว่าเป็นเด็กที่ท้อง ให้เขียนชื่อตัวเองลงบนกระดาษ และเขียนความดีงามของตัวเอง จากนั้นพับกระดาษให้เล็กที่สุด และคลี่กระดาษออกมา จะพบว่ากระดาษเป็นรอย ต่อมาให้ขยำ แล้วคลี่กระดาษออกมาอีกครั้งหนึ่ง อย่าให้กระดาษขาด จากนั้นถามว่า กระดาษยับแผนนี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง เพื่อชวนให้เห็นว่า กระดาษยับ ๆ แผ่นนี้ยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง

เครื่องมือที่สำคัญที่สุดคือ หัวใจที่คิดแก้ปัญหา ซึ่งระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หรือการทำงานกับเด็ก ไม่มีอะไรเป็นสูตรตายตัว แต่เป็นการทำงานวินาทีต่อวินาที ผันแปรได้ ซึ่งใจต้องนิ่งแล้วเป็นหนึ่ง

ดร.วิชชุดา  ฐิติโชติรัตนา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สะท้อนความคิดต่อกิจกรรมพับ และขยำกระดาษว่า ที่จริงแล้ว ชีวิตของเราทุกคนเหมือนเดิมหรือไม่ ในขณะที่เราต้องการให้กระดาษเรียบเหมือนเดิม ซึ่งความต้องการให้เหมือนเดิมนั้นจะเป็นการบีบตัวเอง และบีบเด็ก

สาเหตุภายในของเด็กที่ท้อง หรือมีเพศสัมพันธ์ คือ เพราะหลง เมื่อหลงจึงรัก เมื่อหลงจึงปรารถนา และเมื่อหลงจึงไม่เชื่อกรรม

“สิ่งสำคัญที่สุด คือ จิตใจที่พร้อมจะให้อภัย ซึ่งการให้อภัยนั้น เครื่องมือมีค่อนข้างมาก แต่ต้องกลับมาดูใจของเราว่ากวัดแกว่งหรือไม่ เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา เรารู้สึกหดหู่กับเด็ก ๆ หรือไม่ และที่ใจสำคัญ เพราะไม่มีใครเข้าใจเด็กได้มากกว่าพวกเราอีกแล้ว” 

ต้องทำให้ใจนิ่งก่อน คือ ทำความเข้าใจความจริงของชีวิตว่าสรรพสิ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงทุกชีวิตมีพื้นฐานที่งดงาม ต้องการเป็นคนดี จึงต้องค้นหาความดีของเด็กขึ้นมา

ธวัชชัย  พาชื่น ผู้ดำเนินรายการ จากมูลนิธิแพธทูเฮลท์  แจกกระดาษ และเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมเขียนว่า “อะไรที่ยากที่สุดในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน”  และ “อะไรที่พอจะกลับไปทำได้”  ซึ่งพบว่า

1. เรื่องที่ยากที่สุดในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สรุปประเด็นใหญ่
ได้ดังนี้

– ระบบช่วยเหลือนักเรียนไม่สามารถทำได้ทั่วถึงทุกคนให้บรรลุตรงตามเป้า 100% ในทุกด้าน เพราะเข้าถึงเด็กไม่ได้ตลอดเวลา ไม่มีเวลาที่จะรับฟัง,งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนไม่อยู่ในความรับผิดชอบ, การค้นหานักเรียนที่เสี่ยงต่อการท้องในวัยเรียน การเข้าถึง / คัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง ที่กำลังเผชิญปัญหา, การปกปิดไม่ให้สังคมรู้ว่าเด็กท้องในวัยเรียน, การทำให้เด็กเกิดทักษะชีวิต เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย, การขอความร่วมมือกับผู้ปกครอง, การสร้างความตระหนักและการประสานงานเพื่อสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง / ยั่งยืน

– การแก้ไขปัญหาให้ลดลง

– การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติครู ให้เปิดใจ ยอมรับ ให้มีใจรัก เมตตา และให้อภัยเด็ก  ความจริงจังในการแก้ไขปัญหาของบุคลากรในโรงเรียนทั้งหมด

– การรู้จักข่มใจตัวเอง เมื่อนักเรียนมีอารมณ์ ความต้องการทางเพศ

– การป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เพราะสังคมเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน เราเข้าไปควบคุมดูแลตลอดไม่ได้, การทำงานให้ทัน

– ห้ามการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น การปรับเปลี่ยนค่านิยมการมีแฟน ถ้าไม่มีแฟนแย่, การสร้างค่านิยมเชิงบวกในตัวนักเรียน

– สภาพสังคมที่เอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์ / ความอ่อนแอของสังคม / ความรุนแรงในครอบครัวคือปัญหาก่อให้เด็ก / เยาวชนมีปัญหาตั้งครรภ์ในวัยเรียน

– การส่งต่อ / การรู้เรื่องบริการของกันและกัน

– การสร้างความตระหนักให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้ปกครองได้เข้าใจในปัญหา สร้างค่านิยมใหม่ที่เหมาะสม, ปรับ/ เปลี่ยนทัศนคติของคนที่จะทำงานด้วยอย่างพ่อแม่ ผู้ดูแล ผู้บริหาร ผู้ให้บริการวัยรุ่น และ เด็กให้เข้าใจ และยอมรับไปในทิศทางเดียวกัน

– การเห็นถึงความสำคัญในการช่วยเหลือเด็กอย่างแท้จริง, การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง

– ทำให้ผู้บริหารของสำนักงานและโรงเรียนเห็นความสำคัญของระบบดูแลนักเรียนมากกว่าผลการสอบโอเน็ต หรือ national test / การสร้างความตระหนักในตัวบุคลากรของหน่วยงานของโรงเรียนให้เห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์


2. สิ่งที่ทำได้ อะไรที่พอจะกลับไปทำได้ สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้

– การให้ข้อมูลและจัดอบรม การให้คำปรึกษา และบริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, จัดค่ายพ่อแม่ในการพูดคุยกับลูกวัยรุ่น,ให้ความรู้และวิธีการป้องกันตนเองของนักเรียน โดยสอดแทรกความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่เด็กตามวัยอย่างถูกต้องและเหมาะสม, นำสติ๊กเกอร์ที่ได้รับจากการอบรมไปติดไว้ที่ห้องน้ำทุกโรงเรียน เพื่อนักเรียนจะได้มีช่องทางปรึกษา, หาความรู้ จัดอบรมนักเรียน แยกชายหญิง ตามระดับชั้น เรื่องป้องกันการท้อง สร้างจิตสำนึกในเด็กชาย อีกทั้งจัดให้มีอุปกรณ์คุมกำเนิดที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย

– การเปิดใจยอมรับ ปรับทัศนคติเชิงบวก ปรับใจตัวเอง ให้เข้าใจ และยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้น, จัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ชัดเจน มีกิจกรรมสนับสนุน เช่น มีการลงเยี่ยมบ้าน 100% , จัดโครงการอบรมครู และผู้บริหาร เพื่อให้ตระหนักเห็นความสำคัญของการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และที่สำคัญคือ การให้ความรัก ความเข้าใจในตัวเด็ก สร้างความเชื่อมั่น และให้เด็กเห็นคุณค่าตัวเอง

– การจัดกิจกรรม ส่งเสริมป้องกันปัญหา พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือในสถานศึกษาให้เกิดความเข้มแข็ง, สนับสนุนให้คำปรึกษานักเรียนที่มีปัญหาด้านต่างๆ พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่, สร้างความเข้าใจและความร่วมมือ เชื่อมโยงงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนกับงานท้องวัยรุ่น รวมถึงประสานต่อไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การช่วยเหลือและเยียวยาในด้านจิตใจของผู้ประสบปัญหาภายหลังการตั้งครรภ์, ปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วยความมุ่งมั่น และความตั้งใจ, นำเทคนิคแก้ปัญหาที่ได้รับจากวิทยากรไปปรับใช้ นำความรู้ไปขยายผลให้ครู / นิเทศ กำกับติดตาม ในบริบทเล็ก ๆ ให้ใหญ่ขึ้น

 

จากการเสวนาเรื่อง “ปฏิบัติการของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในการแก้ปัญหาท้องวัยรุ่นและการรังแกกัน”
ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย
       อ.กรรณานุช มูลคำ / อ.อารีย์ จารุภูมิ โรงเรียนแม่ออนวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
       อ.นิรชา ป้านศรี โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฎ์วิทยาลัย จ.เพชรบุรี
       อ.วิภา เกตุเทพา โรงเรียนสตรีวิทยา 2
       ดร.วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ดำเนินรายการ โดย ธวัชชัย  พาชื่น มูลนิธิแพธทูเฮลท์
27 ตุลาคม 2559 เวลา 13.00-16.30 น.

………………………………………………………………………………..

บันทึกการเสวนา “ทำ ท้อง แท้ง ทิ้ง เทคแคร์และทุ่มเท”

เรื่องเล่าจากแม่วัยใส

“หนูคุยกับพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง แต่เรื่องที่หนูท้อง หนูไม่กล้าบอก กลัวพ่อแม่เสียใจ”

654500หนูเริ่มมีแฟนตั้งแต่อยู่ ม.1 เพื่อนแนะนำเรื่องการกินยาคุม แนะนำไปตรวจการตั้งครรภ์ รู้ว่าตัวเองเสี่ยง แต่คิดว่าคงไม่ท้องหรอก พ่อรู้ว่ามีแฟน แต่พ่อเป็นคนไม่ค่อยพูด ตอน ม.3 พอหนูรู้ว่าท้องก็ยังไม่บอกใคร ได้แต่บอกเพื่อนสนิทและครูที่ปรึกษาซึ่งใจดี ครูช่วยโทรไปเกริ่นกับพ่อแม่ฝ่ายชายให้ ทางครอบครัวแฟนพาไปฝากท้อง เดิมคิดว่าจะทำแท้งเหมือนกัน มีเพื่อนไปหายาเหน็บมาให้ ซื้อมาเก็บไว้ก่อนยังไม่ทำ บอกแฟนว่าท้อง แฟนยังไม่รู้จะทำยังไง แต่แฟนไม่เห็นด้วยเรื่องทำแท้ง หนูจึงตัดสินใจท้องต่อเพราะแฟนรับผิดชอบ และหนูก็พร้อมที่จะเลี้ยง ส่วนเรื่องการเรียน หนูอยากเรียนต่อ ครูที่ปรึกษารู้เรื่อง จึงช่วยให้เรียนจนจบ โดยปิดบังไม่บอกผู้อำนวยการโรงเรียน แต่มีเงื่อนไขว่า หนูต้องสอบให้ผ่าน ห้ามตก เป้าหมายชีวิตตอนนี้คือ จะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด แม้ว่าจะต้องเพิ่มความรับผิดชอบทั้งในเรื่องการเรียน การเงิน การเลี้ยงดูลูกแล้ว ยังต้องทำงานเพื่อแลกค่าแรง ต้องพึ่งพาตัวเอง ทำงานหาเงินเท่าที่จะทำได้


ครูกับบทบาทในการป้องกัน…ท้องในวัยเรียน

อยากให้มีครูที่ปรึกษาที่ใจดี เล่นกับเด็ก รับฟังปัญหาเด็ก หากครูดุ เด็กจะกลัว

อยากฝากบอกเพื่อนๆ ว่า

ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้กับใคร ถ้าเกิดแล้วอยากได้รับกำลังใจมากกว่า เพราะกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ อยากให้เพื่อน ๆ เชื่อในคำที่ผู้ใหญ่พูด เตือน ด้วยความหวังดี แต่ตอนนั้นกลับรู้สึกว่าถูกดุ จะต่อต้านมากกว่า


คิดยังไงกับคำพูดที่ว่า “ถ้ามีเด็กท้องแล้วไปโรงเรียนได้ เด็กคนอื่นจะเลียนแบบ”

ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น แล้วแต่คน เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครอยากท้อง เด็กท้องอยากเรียนต่อ เด็กที่ไม่ท้อง แต่ไม่เรียน หรือเรียนไม่จบก็มีเยอะ มองว่าการที่เด็กท้องมาเรียนเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้มากกว่า ไม่ได้มีผลกับเพื่อน ๆ ทั้งนี้ โดยตัวเด็กเองก็อายอยู่แล้ว บางคนอาจไม่กล้าไปเรียน

หมอโอ๋   กับประสบการณ์ในการทำงานกับวัยรุ่น

65480วัยรุ่นรู้ว่า ถ้าไม่ป้องกันจะท้อง แต่เนื่องจากสมองส่วนหน้าของวัยรุ่นยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จึงตัดสินใจมีความเสี่ยง จากประสบการณ์ที่หมอทำงานกับวัยรุ่น พบว่าเรื่องการมีแฟนของวัยรุ่น พ่อแม่มักจะรู้เป็นคนสุดท้ายเสมอ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่า “คนที่เด็กอยากใกล้ชิดที่สุด คือคนที่เด็กกลัวที่สุด เพราะอำนาจของความรัก จึงทำให้ลูกกลัวพ่อแม่เสียใจ กลัวจะผิดหวัง” โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ประกาศชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย หรือห้ามมีแฟน หรือพ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ โจทย์คือ ทำอย่างไรที่พ่อแม่จะเข้าใจว่า ต้องเตรียมเด็กให้รู้เท่าทันเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ไม่ใช่แค่ให้ประสบความสำเร็จเรื่องเรียนเพียงอย่างเดียว “เรียนดี ไม่ได้หมายความว่า เรื่องอื่นจะรอด”

บทบาทของพ่อแม่

เรื่องที่สำคัญและพบมากในพ่อแม่คือ พ่อแม่อยู่กับจอ ฟังลูกไม่เป็น เช่น พอลูกเล่าให้ฟังว่า เพื่อนลูกมีแฟน พ่อแม่มักจะสั่งห้ามปรามเป็นหลัก ว่าให้เรียนจบก่อนนะ อย่าเพิ่งมีแฟน ลูกก็จะเก็บกดไว้ แต่ในขณะที่เพื่อนเข้าใจ เด็กจึงคุยกับเพื่อนมากกว่า ซึ่งพ่อแม่ควรเลี้ยงลูกโดยทำให้เขายอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ฟังลูกมากกว่าสั่ง สอน ทำอย่างไรที่เราจะเป็นพ่อแม่ที่ลูกเคารพ ศรัทธา หากมุ่งแต่ให้ลูกเอาเรื่องเรียนให้รอด ลูกจะขาดทักษะชีวิต คิดอะไรไม่เป็น วันหนึ่งที่ต้องเผชิญปัญหาก็แก้ไม่ได้ พ่อแม่ควรฝึกสมองให้ลูกคิด วิเคราะห์เพื่อพัฒนาสมองส่วนหน้า การตอบสนองของพ่อแม่จุดนี้สำคัญมาก การตั้งคำถามกลับไปว่า “แล้วลูกคิดอย่างไร” จะเพิ่มความฉลาดทางสมองของเด็ก ให้มีทักษะชีวิต พ่อแม่ต้องคำนึงด้วยว่าทุกวันนี้มีช่องทางต่าง ๆ มากมายที่เด็กสามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว อาทิ facebook LINE ฯลฯ

อยากให้ผู้หญิงมีทางเลือกที่ปลอดภัย…….ถ้าท้องไม่พร้อม

จุดสำคัญที่ต้องทำงานเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้หญิง คือช่วงเวลาวิกฤต เนื่องจากการยุติการตั้งครรภ์ในช่วงเก้าสัปดาห์ จะเป็นการยุติได้อย่างปลอดภัย ไม่บอบช้ำมาก แต่ส่วนใหญ่เด็กมักรู้ว่าท้องเมื่ออายุครรภ์เกินกำหนด สุดท้ายต้องอยู่แบบไม่มีทางเลือก และพบว่าข้อจำกัด ความเสี่ยงของวัยรุ่นในการยุติการตั้งครรภ์แบบไม่ปลอดภัยคือ บอกใครไม่ได้ ซึ่งหลายประเทศมีกฎหมายที่ไม่ต้องให้พ่อแม่รู้ เด็กสามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง ปัจจุบันมีข้อมูลเรื่องยุติการตั้งครรภ์ด้วยการใช้ยาที่ปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่รับรู้กัน ผู้หญิงยังเข้าไม่ถึงบริการ ทั้ง ๆ ที่ควรต้องเข้าถึงได้ เพราะมีความไม่พร้อมอยู่แล้ว ดังนั้น เราควรช่วยให้เด็กคิดได้ว่า เขาสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เรียนรู้และมีบทเรียนในการเลือกตัดสินใจ เพราะชีวิตต้องไปต่อ
บุญ… บาป…เป็นอุปสรรคต่อการทำงานท้องวัยรุ่น ?

ค่านิยม เรื่อง บุญ…บาป…อาจมีที่มาจากการมองว่าการรักษาชีวิตไว้ คือความสวยงาม ส่วนการยุติการตั้งครรภ์ คือความชั่วร้าย บาป

มีข้อสังเกตว่า หลายครั้งที่ผู้หญิงท้องไม่พร้อม อยากทำแท้ง แต่คนรอบข้าง เช่น แฟน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง  ไม่ยอม บอกว่าบาป ทำให้ผู้หญิงต้องจำใจท้องต่อทั้ง ๆ ที่ไม่พร้อม อย่างไรก็ดีการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยเป็นสิทธิทางสุขภาพของผู้หญิง ถ้าไม่ได้รับบริการเพราะความเชื่อบุญบาปและต้องท้องต่อ ก็เป็นบาปเหมือนกัน เพราะเด็กที่เกิดขึ้นมาจากความไม่พร้อม โตมาแบบไม่มีใครเลี้ยง “เขาไม่ได้ถูกต้องการตั้งแต่เริ่มต้น” ชีวิตแบบนี้ก็บาปเหมือนกัน

…เด็กผู้ชาย…. หายไปไหน?

หลังเกิดปัญหาพบว่า เด็กผู้ชายร้อยละ 60-70 หายไปจากชีวิตเด็กผู้หญิง ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำงานกับเด็กผู้ชาย ทำให้เขารู้สึกตระหนัก รับผิดชอบมากขึ้น และช่วยให้เด็กผู้หญิงมีพลังอำนาจ เลือกทางเลือกได้ด้วยตนเองให้มากขึ้น อีกทั้งต้องปรับฐานคิดเรื่องเพศของคนในสังคมไทยในเรื่องเพศที่ปฏิบัติต่อชายและหญิงไม่เหมือนกัน ในขณะที่ผู้ชายไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องรับผิดชอบ แต่การตอบของเด็กผู้ชายมีนัยสำคัญมาก ที่จะทำให้ภาระตกอยู่กับผู้หญิง หรือจะให้ผู้หญิงมีสิทธิในการเลือก

ปลัด อบต. ที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับชุมชน เน้นว่า “ครอบครัวและชุมชนสำคัญมาก”

540คุณเสกสรร เล่าให้เห็นภาพว่า เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ มีแฟนกันเร็ว ขี่มอเตอร์ไซด์ซ้อนกันไปในหมู่บ้าน ซึ่งวิถีชนบทต่างจากในเมือง ผู้ใหญ่ในชุมชนจะประเมินได้จากการสังเกตพฤติกรรมเด็กว่า ใครเป็นแฟนใคร ใครเปลี่ยนแฟนใหม่ เด็กในชุมชนคนไหนมีเพศสัมพันธ์แล้วบ้าง ส่วนชุมชนเมืองจะมีวิถีชีวิตที่รีบเร่ง ต่างคนต่างอยู่ บางครั้งรั้วบ้านติดกันยังไม่รู้จักกันเลย

สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ การทำงานกับพ่อแม่ ให้เข้าใจเรื่องการดูแลเด็ก พ่อแม่ควรสังเกตลูก และควรเฝ้าระวังร่วมกัน เกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่าย และต้องผนึกกำลังร่วมกับอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.)  ผู้ใหญ่บ้าน คอยเป็นหูเป็นตาในบริเวณที่เป็นจุดลับตา

มีงานวิจัยพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกสำคัญในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด เพศสัมพันธ์ เหล้า บุหรี่ เพราะปัญหาทุกอย่างเชื่อมโยงกัน จึงอยากเห็นความพยายามในการทำ “โรงเรียนครอบครัว” ที่เริ่มสอนตั้งแต่แต่งงาน ซึ่งทางพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) จะผลักดันในต้นปี 2560 เพื่อให้เกิดโรงเรียนครอบครัวขึ้น 60-70 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานเป็นแนวดิ่ง ต่างคนต่างทำ ส่วนในประเด็นการยุติการตั้งครรภ์ พบว่า หากพ่อแม่ของเด็กผู้ชายไม่ยอมรับความสัมพันธ์ และไม่ยอมรับการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้น จะส่งผลให้เด็กผู้หญิงตัดสินใจตรงกันข้ามกับความต้องการของตนเอง

จากการเสวนา “ทำ ท้อง แท้ง ทิ้ง เทคแคร์และทุ่มเท”
วิทยากร แม่วัยใส
พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร รพ.รามาธิบดี(หมอโอ๋-เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน)
นายเสกสรร เสาร์สุวรรณ อบต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย
ดำเนินรายการ น.ส. ภาวนา เหวียนระวี มูลนิธิแพธทูเฮลท์
การประชุมวิชาการ “ติวเข้ม 4 เมนู เทคแคร์ท้องวัยรุ่น” เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559

………………………………………………………………………………..

ปาฐกถา : “บ้าน โรงเรียน ชุมชน สังคม รอบด้านที่สร้างหรือดับพลังเยาวชน”

 

ถนนสายใหม่……แห่งบ้านกาญจนา

ป้ามล ทิชา ณ นคร กล่าวว่าในยุค 4G การทำงานกับเยาวชนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย หากถอดใจเร็ว วางอุเบกขาเร็วก็จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์มากมาย

บ้านกาญจนาภิเษก ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน นับเป็น 1 ใน 19 แห่ง ที่ใช้ระบบการนำหน่วยงานข้างนอก (Outsource) มาบริหาร ทำให้ไม่เป็นคุก ไม่เชื่อกฎเหล็ก สภาพการควบคุมต่ำ ความสัมพันธ์แนวราบ เติมในสิ่งที่เขาขาดพร่องไป ให้ตระหนักในคุณค่าของตนว่ามีความหมายต่อใครสักคน ผลลัพธ์ผลผลิตของการกระทำของเราส่วนหนึ่ง สร้างให้เกิดบรรยากาศในการบริหารจัดการแบบใหม่ ไม่มีระบบ drop out และทำให้เด็กมีความแข็งแรง

เรากำลังสื่อสารกับรัฐ กับสังคมว่า คุก ไม่ใช่สถานที่ที่มีกำแพง รั้วไฟฟ้า กฎเหล็ก คุกต้องการภาพอีกแบบหนึ่ง และให้ขยายภาพนั้นออกไป

เด็ก ๆ บอกว่า ป้ามลเหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ ๆ ให้เราได้พักผ่อนทบทวนตัวเอง และในขณะเดียวกันป้ามลก็เป็นดวงอาทิตย์นำแสงสว่างชี้ทางให้เราเดินห่างจากสิ่งยั่วยุ

ความเชื่อที่ว่าเด็กที่ถูกทำให้ชำรุดยากจะซ่อมแซมนั้นยังแข็งแรงมาก จนทำให้ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนคุก ปะทะกับความเชื่อของสังคมที่ว่า มนุษย์ทุกคนอยากอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone)  มีคำถามจากนักกฎหมายว่า เราจะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าเกิดความเสียหาย

ถามกลับว่า มีอะไรที่คืนสู่สังคมได้บ้าง เราจึงต้องการถนนสายใหม่ เราคงต้องยอมเจ็บ การทำเช่นนี้มีราคาที่สูงมากในการสร้างการเปลี่ยนแปลง คนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงต้องจ่าย และไม่ต้องเรียกร้องถามหากำไรจากใคร ซึ่งต้นทุนของแต่ละคนต่างกัน บ้านกาญจนาจึงทำตัวอย่างที่สุดโต่งนี้ให้เป็นที่ประจักษ์

สังคมได้กำไร หรือเรากำไร…เราทำให้สังคมได้กำไร

การที่เด็กกลับไปสู่ที่บ้าน และคืนสู่สังคมได้ นั่นคือ กำไรสูงสุด

เพียงแค่ให้เขาดูแลเสรีภาพของตัวเองได้ นั่นคือ ความสำเร็จ  เปรียบเทียบกับเงาในอดีตของเขาเท่านั้น

ในนามของความปรารถนาดี

ระบบนิเวศทางสังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก อย่างสิ้นเชิง  การที่เราเอาระบบทางสังคมเก่ามาใช้กับเด็ก ๆ ในนามของความปรารถนาดีของเรามาใช้กับเขา เหมือนกับเราไปซ้ำเติมเขา เขาไม่สามารถก้าวผ่านไปสู่โลกได้ ไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ต้องทบทวนตัวเองให้มากสำหรับคนที่ทำงานกับเยาวชน คือ เราไม่สามารถบอกอะไรกับเด็กได้ทุกอย่าง นิเวศน์ทางสังคมเปลี่ยนไปมาก ผู้คนจึงเปลี่ยนไป เรามักคิดแทนเขา ผูกขาดความห่วงใย เรากลัวว่าเขาจะเพลี่ยงพล้ำ มันยังไม่มีความชอบธรรมถึงขนาดนั้นที่จะผูกขาดความห่วงใย ยิ่งระบบนิเวศน์ทางสังคมของเด็ก ๆ เปลี่ยนไป มันยิ่งตอกย้ำให้เรารู้ว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีการเสวนา เพื่อทำให้เขารู้ว่าพลังด้านดีด้านบวกของเขามันยิ่งใหญ่ขึ้น ทำให้เขาเติบโตขึ้นทำให้เขาเดินเดี่ยวต่อไปได้ในสังคม เรายิ่งจะต้องตอกย้ำความคิดนี้ให้มากยิ่งขึ้นไป ไม่ใช่เราผูกขาด กลัวไปหมด พ่อแม่บางคนกลัวทุกอย่างบอกไปหมด ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องบอกขนาดนั้น

ป้ามลเล่าว่า ตัวอย่างสุดโต่งของบ้านกาญจนานี่แหละคือคำตอบ เวลาเทศกาลสำคัญ ๆ กรมพินิจฯ อาจจะมีคำสั่ง เอกสารลับมาเลย เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ ให้ดูแลสถานควบคุมให้ดี ให้ระวังเด็กหนี ระวังเด็กก่อจราจล ทั้งหมดนี้เป็นความกลัว สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่มันถูกหวนกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ภายใต้การออกแบบในห้องประชุมโดยไม่ได้ดูอุณหภูมิอากาศข้างนอกเลย สิ่งที่ป้าทำ บ้านกาญจนาทำ ทุกปีใหม่ ทุกเทศกาลเราก็ชวนเด็ก ๆ คิดกัน ด่านในประเทศไทยทั้งหมดมีด่านกี่ด่าน 4,000 กว่าด่าน ถ้าเราไปค้นหาข้อมูล เราจะฝ่าด่านทุกด่านไปได้อย่างไรโดยที่เราไม่ปัสสาวะสีม่วง โดยที่เราไม่ถูกจับ รอยสักบนตัวของเราที่มันบ่งบอกว่าเราเป็นเด็กสถานพินิจ ตำรวจที่เขาเรียนพวกอาชญวิทยาเขาเห็นรองเท้าเด็กเขายังตีความได้เลยว่า กลุ่มนี้คือพวกติดคุก รอยสักแบบนี้ไม่ใช่รอยสักแบบพวกที่เป็นศิลปินแต่เป็นรอยสักของกลุ่มนักโทษ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ผ่านด่านเหล่านี้ไปได้ เราไม่เก็บเด็กไว้ในสถานพินิจในช่วงที่เพลงปีใหม่กำลังสนุกสนานบันเทิง เพราะนั่นคือโลกที่แท้จริงของเขา โลกที่เขาจะต้องออกไปสู้รบปรบมือและรับมือกับมัน พร้อมกับความรู้สึกที่รักในเสรีภาพ หวงในเสรีภาพ คนอื่นเขาก็มีเสรีภาพเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดนี้เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อ 1) เราเชื่อในตัวมนุษย์ 2) เราต้องไม่กลัวว่าตัวเองจะบาดเจ็บ ไม่กลัวบาดเจ็บหรือการต้องออกจากเซฟตี้โซน อาจจะต้องเป็นนวัตกรรมของคนที่อยากทำงานด้วยซ้ำไป เพราะถ้าเรายังอยากอยู่ในเซฟตี้โซนต่อไป ป้าเชื่อว่าเราไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

เรามองข้ามคนที่สำคัญที่สุดไปหรือเปล่า?

กระบวนการทำงานของเราในปี พ.ศ.นี้ ที่ทำกับเด็กและเยาวชน เราได้ทำงานผ่านตัวแทน ข้ามคนที่สำคัญที่สุดของเด็กคือ พ่อแม่ผู้ปกครองของเขา ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่เป็นความหวังบนการจัดการแบบลอย ๆ การทำงานกับพ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องปรับกระบวนการ ทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทำงานกับพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อให้เขามาเป็นกำลังที่สำคัญ

จะเห็นว่าเราใช้เงินมหาศาลในประเทศนี้ที่เป็นภาษีอาการของเรา สร้างการประชุมในโรงแรมเพื่อให้นักสังคม นักจิตวิทยา กรรมการสงเคราะห์ กรรมการพินิจ ใครก็แล้วแต่ในชื่อของ Workers ทั้งหลาย พยายามหาวิธีเพื่อที่จะรัก เพื่อดูแลเทคแคร์เด็กเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด แล้วถึงที่สุดเราลืมตัวละครที่สำคัญไป เราเขียนแค่เป็นไม้ประดับเท่านั้นคือ พ่อแม่ผู้ปกครอง และถ้าถามว่าในแง่ของการกระทำจริง ๆ รูปแบบจริง ๆ ของกระบวนการ เขาอยู่ในห่วงโซ่ไหน ปรากฏว่าไม่มี

ในประเทศเนเธอร์แลนด์   บางส่วนของคุกใหญ่ปิดไปแล้ว เพราะไม่มีนักโทษที่มากพอ เนเธอร์แลนด์สามารถออกแบบกระบวนการยุติธรรมที่ไร้รอยต่อได้ เหตุผลเพราะกลไกของเขามันฟังก์ชั่นอย่างมาก คนของเขา Active citizen กระบวนการและรูปแบบ และถ้าเราจะประยุกต์วิธีของเนเธอร์แลนด์มาใช้กับประเทศไทย คำตอบเราคงเห็นอยู่ว่า ฟังก์ชั่นขององค์กรเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น  แต่ว่าเรามีทุนทางสังคมอยู่อันหนึ่ง ซึ่งเนเธอร์แลนด์เขาก็ไม่มีและที่อื่นก็ไม่มี ก็คือ “ความเป็นครอบครัวของเรา” ป้าเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนในประเทศไทยมีความรักลูกมากมายมหาศาล แต่พ่อแม่จำนวนมหาศาลเช่นกันที่มีความพร่องในการเลี้ยงลูก หน้าที่ของเราคือใช้ทุนที่ดีที่สุดคือทุนความรัก ส่วนทุนที่พร่องเราก็ต้องหานวัตกรรมไปใส่

รัฐต้องปรับตัวและหมุนกลับมาทำงานโดยไม่ผ่านตัวแทน เด็กที่นี่พูดกับคนที่มาดูงานว่า ที่นี่ไม่ทำงานกับพ่อแม่ผมโดยผ่านตัวแทนขายตรงกับพ่อแม่ แล้วนี่เป็นเหตุผลที่เด็กบ้านกาญจนากลับคืนสู่เรือนได้อย่างลงตัว เพราะเราทำงานกับพ่อแม่โดยตรง พ่อแม่มานอนที่นี่ พ่อแม่มาร่วมแก้ปัญหากับเรา และถ้าหากเราทำผ่านกรรมการสงเคราะห์ที่อยู่ในกฎหมาย พรบ.ศาลเยาวชน กรรมการสงเคราะห์คือเทวดาจากไหนก็ไม่ใช่ แต่คือคนในชุมชน และเอาเข้ามาในห้องประชุม มาอบรม จะให้กลับเข้าไปดูแลเด็กในชุมชน คำถามคือ แล้วพ่อแม่เด็กที่อยู่ในชุมชนนั้นล่ะเอาเขาไปทิ้งที่ไหน ทำไมไม่ทำงานกับเขา

ในประเทศนี้ต้องมีคนกล้าหาญสักกลุ่มหนึ่ง ที่ลุกขึ้นมาแสวงหาทางของตัวเอง แล้วค่อย ๆ ทำให้ scale เล็ก ๆ นั้น ถูก Up เป็น scale ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลาในการเดินทางสักพักนึงแต่ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าที่เราหลงเดินทางตามใครไปก็ไม่รู้

ป้าเชื่อมั่นในครอบครัวเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ปิดกลุ่มจะบอกเขาเสมอว่าขอให้พ่อแม่ทุกคน ขอให้พวกเราทุกคน ที่ทำงานอยู่ตรงนี้มีความเชื่อมั่น ทั้งตัวของเราเองที่กำลังทำอยู่ คิดถึงเด็ก ๆ ให้มากขึ้น คิดถึงเยาวชนให้มากขึ้น คิดถึงครอบครัวให้มากขึ้น ป้าเชื่อว่าแพธทูเฮลท์เป็นเพื่อนร่วมทางที่พาเรามาถูกทางแล้ว เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องช่วยกันคิดหาครื่องมือ ที่ลองผิดลองถูกอีกสักพักหนึ่ง เครื่องมือที่ป้าทำอยู่ทุกวันนี้ป้ายินดีถ้าแพธทูเฮลท์หรือกลุ่มพวกเราจะเอาไปประยุกต์ และพัฒนาต่อให้ลงตัวตามลักษณะของพื้นที่ ตามลักษณะของเนื้องาน

ท้ายสุด ป้ามลได้ฝากไว้ว่าครอบครัวเป็นเรื่องจริง ส่วนนักสารพัดนักนั้นเป็นเรื่องรอง และนี่คือความหมายของครอบครัว คนไทยมีกลิ่นอายสิ่งเหล่านี้พอสมควร แต่เราหลงลืมมันไป คว้ามันกลับมาใหม่ แล้วก็ปรับให้เข้ากับยุคสมัยกับยุคดิจิตอล ยุค 4G  เชื่อว่ายังมีความหวังและพวกเราได้มาถูกทางแล้ว

“ครอบครัวคือจุดเริ่ม คือจุดพัก คือความรัก ความอาทร

คือความเย็นเมื่อเราร้อน คือความอุ่นเมื่อเราหนาว

คือที่คลายระบายทุกข์ คือความสุขยามหมองเศร้า

คือที่พึ่งยามเจ็บร้าว คือที่พร้อมยอมอภัย”

 

 

 ปาฐกถา: “บ้าน โรงเรียน ชุมชน สังคม รอบด้านที่สร้างหรือดับพลังเยาวชน”
โดย ป้ามล-ทิชา  ณ นคร
ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก
วันที่ 24 ต.ค. 2559 เวลา 14.00-14.30 น.