ขึ้นชื่อว่า “วัยรุ่น” ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ “ไม่แตกต่าง” เมื่อคนคนหนึ่งเริ่มก้าวพ้นวัยเด็กแต่ยังไม่ถึงวัยผู้ใหญ่ มีความเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นเวลา “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของชีวิต ทว่าแม้ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดที่สุดอย่าง “พ่อแม่-ครูบาอาจารย์” จะมีความรักความหวังดี แต่สื่อสารไม่เป็น ผลคือ “ผลักไส” ให้ยิ่ง “ออกห่าง”

ดังเรื่องเล่าของ ปิยดา โพนจันทึก หนึ่งในผู้เคยเข้าร่วมกิจกรรมอบรม “ทักษะการสื่อสารระหว่างพ่อแม่ลูก” ที่กล่าวกับคณะสื่อมวลชนเมื่อครั้งติดตามทีมงานของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) วังไทร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา วันที่ 20 ก.ย. 2559 ว่าเพียง…ปรับ “คำพูด-น้ำเสียง-ท่าที” ก็ “คุยกับลูก” ได้มากขึ้น

“เมื่อก่อนลูกกลับบ้านช้าหรือผิดเวลาหน่อย ก็จะถามว่า…ไปไหนมา? ทำไมมาช้า?..หลังจากอบรมไปแล้วก็รู้ว่าลูกอยากให้พ่อแม่พูดดีๆ เราก็จะถามว่า..หนูไปไหนมา?..ทำไมหนูไม่บอกแม่ก่อน?..หนูกลับบ้านช้าแม่เป็นห่วงรู้ไหม?..พอแบบนี้ลูกก็จะซาบซึ้ง รู้ว่าพ่อแม่ก็รักและเป็นห่วง นำมาซึ่งการพูดจาที่เข้าใจกันมากขึ้น” ปิยดา ระบุ

คุณแม่รายนี้ มีลูกสาววัยรุ่น 2 คน เล่าต่อไปว่า กิจกรรมที่ รพ.สต.วังไทร ร่วมกับเครือข่ายใน จ.นครราชสีมา ทำขึ้น สิ่งแรกคือให้เด็กและเยาวชน จับกลุ่มระดมความเห็นกันว่า “อยากได้พ่อแม่แบบไหน?” ในเวลาเดียวกัน..ฝ่ายผู้ใหญ่ก็จับกลุ่ม “อยากได้ลูกแบบใด?” ก่อนสรุปและนำมาเสนอให้อีกฝ่ายรับฟัง“แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ซึ่งกันและกัน..นำไปสู่ “ความไว้ใจ” จนลูกกล้า “เปิดอกเล่า” ไม่ปิดบัง

“เราเลี้ยงลูกแบบร่วมสมัย เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นแม่ เราก็จะได้ความไว้วางใจจากลูก ลูกมีอะไรก็จะเล่าให้เราฟังหมด ไปโรงเรียนเป็นยังไง คบกับใคร ลูกจะกลับมาเล่าประจำ หรือเวลามีการบ้านมีอะไรทำที่โรงเรียน ก็จะมาเล่าให้ฟัง เวลามีปัญหาหนุ่มสาวซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ วัยรุ่นมันก็ต้องมีการชอบพอกัน เราก็ต้องเปิด เพราะถึงเราไม่เปิด ลูกเขาก็คงไปหาเอง ก็บอกว่า..คบใครแม่ไม่ว่า แต่ขอแม่รู้จักผู้ชายของลูกด้วย แม่จะได้รู้ว่าเขาเป็นคนประมาณไหน?..เราก็จะได้รู้ความเป็นไปของลูกด้วย” คุณแม่รายนี้ เล่าถึงสิ่งที่เปลี่ยนไป

ด้าน ดลฤดี สุรินทร์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) วังไทร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา หนึ่งในทีมวิทยากร กล่าวว่า เมื่อครั้งเริ่มกิจกรรม ได้เชิญครอบครัว “กลุ่มเปราะบาง” อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงปัญหาท้องไม่พร้อมและปัญหาอื่นๆ ของวัยรุ่น ในพื้นที่ตำบลวังไทรราว 30 ครอบครัวมาเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อหวัง “เปิดใจ” ทำให้พ่อแม่กล้าคุยกล้าสอนเพศศึกษากับลูก แต่ก่อนจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ “สัมพันธภาพ” ในครอบครัวต้อง “แน่นแฟ้น” เสียก่อน

“เราเริ่มกันด้วยเรื่องสัมพันธภาพ เราบอกให้รักกันก่อน บางทีพ่อแม่พอโตแล้วการที่จะกอดลูกสาวลูกชายมันเป็นเรื่องน่าอาย ก็ไม่กล้า ลูกเองเมื่อโตแล้วก็ไม่กล้าที่บอกรักพ่อรักแม่ คือการแสดงออกมันไม่ตรงกับความรู้สึก กระบวนการที่เราทำ ไม่ได้เน้นแค่ให้พูดเรื่องเพศ แต่ทำยังไงให้พูดเรื่องอื่นให้ได้ก่อน สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกต้องดีก่อน ลูกต้องกล้าที่จะพูดความรู้สึกกับพ่อแม่ก่อน” ดลฤดี ระบุ

สอดคล้องกับที่ ธีร์ ภวังคนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านงานแนะแนว เคยกล่าวกับคณะครูและผู้ปกครองที่มาร่วมงานเสวนา “แนวโน้มและผลกระทบจากการศึกษาในยุค Digital Economy” เมื่อกลางเดือน ส.ค. 2559 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ว่า..วันนี้เด็กไทยในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั้งหมดราว 7 ล้านคน “มีถึง 5 ล้านคน ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง” ขณะที่สถาบันครอบครัวไทยยัง “น่าเป็นห่วง” ฉะนั้นเมื่อเด็กเกิดปัญหาในชีวิตไม่ว่าด้านใด ก็อาจต้อง “หลุด” จากระบบโรงเรียนไปในที่สุด ฉะนั้นบทบาทของ “ครู”ในฐานะ “พ่อแม่คนที่สอง” ก็ต้องช่วย “ประคับประคอง” เป็นพี่เลี้ยงนำพาให้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี..โดยเฉพาะ การสร้างความรู้สึก..“มองเห็นคุณค่าในตนเอง”

“เด็กจะหลุด หรือไม่หลุดจากระบบโรงเรียน ถ้าท่านอ่านสัญญาณเป็น แล้วพยายามให้กำลังใจเขา รับรองว่าเด็กเขาจะเดินต่อไปได้เอง เรื่องกระบวนการเรียนรู้วันนี้เด็กทำเองได้หมด ไปไกลกว่าเราด้วย กว้างกว่าเราเยอะ แต่สิ่งที่เด็กต้องการคือกำลังใจ และกระบวนการที่เป็นกัลยาณมิตร วันนี้ครูต้องเป็นเพื่อนมากกว่าครู เป็นผู้บอกทางมากกว่าผู้สอน” ผู้เชี่ยวชาญด้านงานแนะแนวจาก สพฐ. ฝากข้อคิด

แหล่งข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์แนวหน้า