เร็วๆ นี้ สคส.ร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดประชุมปรึกษาหารือเชิงนโยบาย (Policy Consultative Meeting) เรื่องการพัฒนาสวัสดิการแม่วัยรุ่นในสังคมไทย โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงหลักตาม พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) กล่าวว่า จากสถิติของกรมอนามัย เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา มีเด็กเล็กก่อนวัยเรียนอายุ 1-3 ปี จำนวน 345,155 คน เกิดจากแม่วัยรุ่น และมีแนวโน้มไม่ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ เนื่องจากแม่วัยรุ่นไม่มีความพร้อม ทั้งด้านจิตใจ และฐานะทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันระบบการช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง 20 แห่งที่ทำงานช่วยเหลือแม่วัยรุ่น สามารถให้บริการเด็กเล็กได้อย่างจำกัดเพียงไม่เกิน 2,000 คนเท่านั้น ดังนั้น เด็กเล็กอีกกว่า 300,000 คนทั่วประเทศจึงถูกเลี้ยงดูอย่างไม่มีคุณภาพ

“การหารือครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายเพื่อระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชน ในการออกแบบสวัสดิการแม่วัยรุ่น เพื่อให้สามารถเลี้ยงดูลูกอย่างมีคุณภาพ” ผู้อำนวยการ สคส.กล่าว

เสนอรัฐดูแลเด็กเล็ก-แม่วัยรุ่น

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอรายงานผลการศึกษาทางมานุษยวิทยา เรื่อง ผลกระทบของการตั้งครรภ์วัยรุ่นต่อสังคมไทยด้วย เป็นการศึกษาวิจัยระหว่าง 1 กันยายน 2556 ถึง 31 สิงหาคม 2559 ในพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย สุพรรณบุรี นครปฐม นครพนม

ผศ.ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ ผู้ศึกษาวิจัย กล่าวว่า เด็กเล็กอายุ 0-3 ขวบเป็นวัยที่มีความสำคัญ หากได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ แต่เนื่องจากเด็กจำนวนกว่า 300,000 คนที่เกิดจากแม่วัยรุ่น 1 ใน 4 หรือ 86,289 คน มาจากแม่วัยรุ่นที่ไม่พร้อม ซึ่งมักมาจากครอบครัวชนบทที่ยากจน และได้รับการศึกษาน้อย ทำให้การเลี้ยงดูของครอบครัวไม่มีคุณภาพ และหน่วยงานรัฐยังขาดระบบและกลไกดูแลเด็กเล็กก่อนวัยเรียนเหล่านี้

ผลการศึกษาจึงเสนอให้ใช้กลไกของศูนย์พัฒนาครอบครัว (ศพค.) ซึ่งสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดตั้งขึ้นแล้ว 5,911 ศูนย์ใน 75 จังหวัด เป็นจุดรองรับการดูแลเด็กเล็กในชุมชน โดยให้ขับเคลื่อนโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีนักพัฒนาชุมชน และนักสังคมสงเคราะห์อยู่แล้ว

สำหรับข้อสรุปจากการหารือ หน่วยงานและองค์กรที่เข้าร่วม เสนอให้ใช้กลไกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลักในการดูแลช่วยเหลือแม่วัยรุ่น และเสนอให้ทบทวนระบบการจ่ายเงินค่าอุดหนุนเด็กแรกเกิดรายหัว 600 บาทต่อเดือนของรัฐให้การเบิกจ่ายทั่วถึงมากขึ้น และให้จัดสวัสดิการอื่นๆ เพิ่มเติมให้แม่วัยรุ่นที่มีฐานะยากจนด้วย อาทิ นมผง เป็นต้น

นอกจากนี้ ต้องจัดให้มีจุดให้คำปรึกษาวัยรุ่นที่เข้มแข็งและเข้าถึงง่าย กระจายในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือแม่วัยรุ่นสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละครอบครัว

และมีข้อเสนอแนะให้การดูแลเด็กเล็กจากแม่วัยรุ่น ถูกผนวกเข้าเป็นวาระสำคัญของประเทศในการดูแลเด็กปฐมวัย เพราะมีผลการศึกษาวิจัยรองรับว่าหากเด็กปฐมวัยได้รับการดูแลที่ดี จะเติบโตเป็นพลเมืองมีคุณภาพ นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานกันมากยิ่งขึ้น

แหล่งข้อมูลจาก : เว็บไซต์ talumag