วันนี้ (22 สิงหาคม 2559) ที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นพ.ธวัช สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสุภัทร จำปาทอง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย ประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ครั้งที่ 1/2559 ร่วมกับผู้แทนจาก 5 กระทรวงหลัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพ.ร.บ. การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559

พลเรือเอก ณรงค์ กล่าวว่า ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวัยรุ่นเป็นวัยที่ยังขาด ความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ วุฒิภาวะ ทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายด้าน เช่น การคลอดก่อนกำหนด ทารกแรกเกิดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ การแท้งและภาวะแทรกซ้อน การออกจากโรงเรียนกลางคัน การทอดทิ้งเด็ก เป็นต้น จากรายงานสถิติการคลอดของแม่วัยรุ่นในประเทศไทย พบว่า วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดบุตรเพิ่มขึ้นจากประมาณ 90,000 คน ในปี 2543 เป็น 104,289 คน ในปี 2558 ในจำนวนนี้เป็นการคลอดบุตร โดยวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 2,988 คน นอกจากนั้น วัยรุ่นอายุ 10-19 ปี ที่คลอดบุตรซ้ำหรือคลอดเป็นครั้งที่สองขึ้นไป มีมากถึง 12,702คน หรือเท่ากับร้อยละ 12.2 ของการคลอดในวัยรุ่นอายุ 10-19ปี ทั้งหมด นอกจากนี้ ข้อมูลของสำนักเลขาธิการสภาการศึกษา ยังพบว่า อัตราการออกจากโรงเรียนกลางคันด้วยเหตุสมรสในกลุ่มนักเรียนประถมศึกษา ระหว่างปีการศึกษา 2548-2555 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.9 เป็น 2.7 โดยในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นเพิ่มจากร้อยละ 5.1 เป็น 6.2 และกลุ่มนักเรียนมัธยมตอนปลายจากร้อยละ 4.2 เพิ่มเป็น 6.5 ซึ่งเด็กส่วนหนึ่งถูกทอดทิ้ง ทำให้ในแต่ละปีสถานสงเคราะห์เด็กในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ต้องอุปการะเด็กอ่อนมากถึงประมาณ 6,000 คนต่อปี

พลเรือเอก ณรงค์ กล่าวต่อไปว่า จากความซับซ้อนของปัญหาทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข จึงได้เสนอให้ตรา พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ขึ้น โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง พ.ร.บ.นี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ

1) ส่งเสริมค่านิยมการรักนวลสงวนตัว ไม่ชิงสุกก่อนห่าม ไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร 2) ชะลอการมีเพศสัมพันธ์ 3) หากต้องการมีเพศสัมพันธ์ ควรมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย 4) กรณีที่เกิดการตั้งครรภ์ จะต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือด้านสุขภาพและสวัสดิการสังคม
ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัย รุ่นเป็นรูปธรรม ที่ประชุมจึงได้มีมติต่อวาระเพื่อพิจารณา ดังนี้ 1) เห็นชอบในร่างระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยขอให้เสนอชื่อผู้แทนจากองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าสู่การพิจารณาสรรหาด้วย

2) เห็นชอบต่อร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุด ได้แก่ ร่างคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบและแนวปฏิบัติ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ร่างคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ ในวัยรุ่น และร่างคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับ จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยให้มีการเพิ่มเติมตามมติที่ประชุม

3) ที่ประชุมรับทราบร่าง ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับชาติ พ.ศ.2560-2569 ตามพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 โดยให้นำร่างยุทธศาสตร์ฯเสนอต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ เพื่อพิจารณา และ

4) ที่ประชุมรับทราบร่างกฎกระทรวง 5 กระทรวงหลัก โดย ให้นำร่างกฎกระทรวงกลับไปพิจารณา และให้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการแต่ละกระทรวง ทั้งนี้ จะมีการนำร่างยุทธศาสตร์ฯ และร่างกฎกระทรวงเสนอต่อคณะกรรมการในครั้งต่อไป

ซึ่งผลจากการประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการป้องกันและ แก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 อย่างเป็นรูปธรรม โดยการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปสู่การลดปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น” พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่สุด

แหล่งข้อมูลจาก : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข