เด็กและเยาวชน 5 จังหวัดร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาท้องวัยรุ่น ที่จะมีผลบังคับใช้เดือนนี้

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ ประธานในงานแถลงข่าว “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ ในวัยรุ่น : เด็กเยาวชนได้ประโยชน์จริงหรือ?” กล่าวว่า ในวันที่ 29 ก.ค. นี้ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นจะมีผลบังคับใช้ โดยกฎหมายฉบับนี้เด็กและเยาวชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ ที่สำคัญคือ สถานศึกษาต้องจัดให้มีการสอนเพศวิถีศึกษาอย่างเหมาะสม สถานบริการด้านสาธารณสุขต้องให้ข้อมูลความรู้และจัดบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ครอบคลุมและมีระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ สถานประกอบการต้องให้ข้อมูลความรู้และส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และบริการด้านสวัสดิการสังคม มีการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสม และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเยาวชน

1963นายแพทย์กิตติพงศ์ กล่าวต่อว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นการทำงานของ 5 กระทรวงหลักคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข โดยแต่ละกระทรวงจะต้องมีกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อนำไปปฏิบัติ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีผู้แทนเด็กและเยาวชน 2 คนร่วมเป็นกรรมการ โดยอธิบดีกรมอนามัยทำหน้าที่เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ กรมอนามัยจะทำงานร่วมกับ 5 กระทรวงหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำร่างกฎกระทรวงต่อไป

ทพ. ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวถึงการสำรวจความคิดเห็นเด็กและเยาวชนจำนวน 3,053 คน ในพื้นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และสงขลา ช่วงเดือน ก.ค. 2559 พบว่าสิ่งที่เด็กและเยาวชนมองว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุดจากกฎหมายฉบับนี้ อันดับ 1 คือการได้รับสิทธิบริการส่งเสริมป้องกันรักษาและฟื้นฟูเกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ ร้อยละ 99 อันดับ 2 การได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ ร้อยละ 98.8 อันดับ 3 หากเป็นพ่อแม่วัยรุ่นจะได้รับสิทธิในการจัดสวัสดิการที่เสมอภาคไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ร้อยละ 94 อันดับ 4 การได้รับสิทธิคุ้มครองในการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว ร้อยละ 93.4 และอันดับ 5 ให้สิทธิผู้ที่ตั้งครรภ์สามารถเรียนต่อได้ ร้อยละ 87.3
1740เสียงสะท้อนต่อโรงเรียนและสถานศึกษา สิ่งที่เด็กและเยาวชนต้องการมากที่สุดคือ 1) การจัดการเรียนการสอนเพศศึกษาอย่างรอบด้านและวิธีการคุมกำเนิด 2) โรงเรียนประสานหรือหาแหล่งช่วยเหลือด้านสังคมให้วัยรุ่นที่ประสบปัญหา 3) มีเจ้าหน้าที่ดูแลวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบสวัสดิการสังคม ซึ่งผลสำรวจยังพบว่าเด็กและเยาวชน ร้อยละ 84 ไม่ทราบว่ามีคลินิกวัยรุ่น มีเพียงร้อยละ 1.3 ที่เคยเข้าไปใช้บริการ สำหรับรูปแบบของคลินิกวัยรุ่นที่ต้องการ อันดับ 1 มีความเป็นมิตรและปราศจากอคติในการให้บริการ ร้อยละ 79.3 อันดับ 2 รักษาความลับ ร้อยละ 74.2 อันดับ 3 ไม่คิดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 70.1 และช่องทางที่เด็กและเยาวชนสะดวกที่สุดในการรับบริการคือโทรศัพท์สายด่วน รองลงมาคืออีเมล์ ไลน์หรือเฟสบุค และการเข้าไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง

ส่วนสาเหตุของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เด็กและเยาวชนคิดว่าเกิดจากพฤติกรรมเลียนแบบจากกลุ่มเพื่อนและสื่อต่าง ๆ ร้อยละ 73.9 รองลงมาคือดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 73 และการพักอาศัยอยู่ตามลำพังโดยไม่มีผู้ปกครอง ร้อยละ 72.7 ส่วนการยอมรับหากเพื่อนที่เรียนด้วยกันตั้งครรภ์ พบว่า ร้อยละ 65.4 ยอมรับได้ ร้อยละ 28.4 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 6.2 ยอมรับไม่ได้ โดยเพศหญิงจะยอมรับการตั้งครรภ์ในวัยเรียนได้มากกว่าเพศชาย อยู่ที่ร้อยละ 70.1 ในขณะที่เพศชายอยู่ที่ร้อยละ 59.8 ผลสำรวจความคิดเห็นยังพบว่า ถ้าโรงเรียนและครูเปิดโอกาส ร้อยละ 50 ของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์จะเลือกเรียนต่อจนกว่าจะคลอด ร้อยละ 43.6 เลือกที่จะลาพักเพื่อคลอดก่อนแล้วกลับมาเรียนต่อ เด็กและเยาวชนยังสะท้อนว่าถ้าเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลความรู้เรื่องเพศศึกษาอย่างรอบด้าน ร้อยละ 88 เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาการตั้งครรภ์ลงได้ ซึ่งสอดคล้องกับบทเรียนในต่างประเทศที่การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นลดลงได้ด้วยการให้วัยรุ่นได้เรียนรู้เรื่องทักษะชีวิตและเพศศึกษาอย่างรอบด้าน และจัดบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่น

12120
การแถลงข่าวครั้งนี้ยังมีเสียงสะท้อนของตัวแทนเยาวชนจากสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยและเครือข่ายยุวทัศน์กรุงเทพฯ ในเรื่อง พ.ร.บ. ที่จะมีผลบังคับใช้ในอีก 2 วันข้างหน้าว่า โรงเรียน ควรแยกวิชาเพศศึกษาออกจากสุขศึกษา ได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่นำไปใช้ได้จริง ครูและผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีทัศนคติที่ดีในเรื่องเพศและกับตัววัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ วัยรุ่นตั้งครรภ์สามารถเรียนต่อได้ หากไม่พร้อมจะเรียนต้องออกแบบรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมกับเขา มีห้องให้คำปรึกษาในโรงเรียน การใช้บริการคลินิกสุขภาพทางเพศ เจ้าหน้าที่ควรให้บริการอย่างเป็นมิตร รักษาความลับ ไม่บันทึกประวัติ สามารถตัดสินใจรับบริการด้วยตัวเองไม่ต้องขออนุญาตผู้ปกครอง มีการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ โซเชียลมีเดียต่าง ๆ และไม่คิดค่าบริการ

3840นอกจากนี้วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ว่าจะตั้งครรภ์ต่อหรือยุติการตั้งครรภ์ มีศูนย์ให้ความช่วยเหลือและเพิ่มช่องทางต่าง ๆ ในการรับคำปรึกษา มีหน่วยงานที่เชื่อมประสานระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองในกรณีที่วัยรุ่นไม่กล้าปรึกษาผู้ปกครอง และในวัยรุ่นที่ตัดสินใจเป็นพ่อแม่ควรมีหน่วยงานที่ช่วยดูแลลูกระหว่างที่พ่อแม่ไปเรียนหรือทำงาน มีหน่วยฝึกอาชีพและสถานประกอบการที่รองรับพ่อแม่วัยรุ่นและให้ค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม ตัวแทนเยาวชนยังกล่าวถึงบทบาทของสื่อมวลชนว่า ไม่ควรเผยแพร่หรือนำเสนอข่าวประณามวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ แต่ควรเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูลเรื่องเพศที่ปลอดภัย