1. ต้องมั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่มีความเข้าใจอย่างชัดเจนเรื่องกฎหมายของรัฐในเรื่องความยินยอมและการรักษาความลับที่เกี่ยวกับ
๏ บริการด้านการคุมกำเนิด
๏ การตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
๏ การตรวจหาเชื้อเอชไอวีและการรักษา
๏ การรักษาการใช้สารเสพติด
๏ สุขภาพจิต

2. อบรมเจ้าหน้าที่ประจำคลินิกทุกคนเกี่ยวกับความสำคัญในการรักษาความลับของวัยรุ่น ซึ่งต้องมั่นใจได้ว่า เจ้าหน้าที่แผนกต้อนรับ ผู้ช่วยแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ (Lab) และแพทย์เข้าใจว่าข้อมูลส่วนตัวของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องมีความระวังระวังในเรื่องเวชระเบียน ชื่อ การนัดหมาย ผลการตรวจ และ/หรือเหตุผลที่วัยรุ่นเข้ามารับบริการ

3. เน้นย้ำเรื่องการรักษาความลับ โดยวัยรุ่นแนะนำให้แพทย์พูดคำว่า “ฉันสัญญา……….” และควรหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ยกเว้น” นอกจากนี้วัยรุ่นยังแนะนำให้แพทย์อธิบายถึงขอบเขตในการรักษาความลับในมุมของการดูแลมากกว่าจะพูดในเชิงกฎหมาย เช่น “หมอหวังว่าหนูอยากจะคุยเกี่ยวกับความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายหรือถูกทำร้ายกับหมอ เพราะมันเป็นเรื่องที่ร้ายแรงจริง ๆ และหมออยากจะช่วยหนู และอยากให้คนอื่น ๆ ได้ช่วยหนูด้วย”
และเมื่อวัยรุ่นเข้ามารับบริการโดยมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองมาด้วย ต้องทำให้วัยรุ่นมั่นใจเสมอว่าเจ้าหน้าที่มีเวลาที่จะให้การปรึกษาแบบส่วนตัวกับเขา ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ชี้แจงกับพ่อแม่ดังนี้
๏ พูดคุยกับพ่อแม่ว่าช่วงเวลาที่เป็นส่วนตัวมีความสำคัญกับวัยรุ่น เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้มีเวลาพูดคุยและแน่ใจว่าเขาหรือเธอไม่มีปัญหาด้านสุขภาพหรือความกังวลอื่น ๆ
๏ เป็นเรื่องสำคัญที่จะปกป้องความลับของวัยรุ่นให้เหมือนกับปกป้องความลับของพ่อแม่
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังยินดีที่จะดูแลรักษาผู้เยาว์ที่มาคนเดียวโดยพ่อแม่ไม่ได้มาด้วย

4. ส่งต่อวัยรุ่นไปยังร้านขายยาที่เคารพในการรักษาความลับ และเป็นร้านที่เภสัชกรจะโทรหาแพทย์ (ไม่ใช่พ่อแม่) หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับใบสั่งยา

5. เจ้าหน้าที่ต้องพึงระลึกเสมอว่ามีวัยรุ่นบางกลุ่มที่ต้องการความเชื่อมั่นเป็นพิเศษในเรื่องการรักษาความลับ วัยรุ่นกลุ่มนี้ประกอบด้วย

วัยรุ่นที่ติดเชื้อเอชไอวี พวกเขาต้องการการรับประกันเรื่องการรักษาความลับอย่างมาก โดยเฉพาะสถานะการติดเชื้อเอชไอวี พวกเขามักจะกลัวการถูกปฏิเสธจากครอบครัว และเพื่อน ๆ หากสถานะการติดเชื้อถูกเปิดเผย
กลุ่มเยาวชนตอนปลาย อาจมีความกังวลเฉพาะด้านเกี่ยวกับการรักษาความลับ โดยในวัยรุ่นหญิงตอนปลาย ความกังวลเกี่ยวกับการรักษาความลับจะสัมพันธ์กับการที่พวกเขาได้รับอิสระเพิ่มขึ้นจากครอบครัว ส่วนในวัยรุ่นชายตอนปลาย ความกังวลเกี่ยวกับการรักษาความลับจะมีความสัมพันธ์มากหากพวกเขาต้องการปกปิดความอ่อนแอจากเพื่อน ๆ มากกว่าที่จะกังวลเกี่ยวกับพ่อแม่
เกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล และวัยรุ่นข้ามเพศ จะมีความกังวลเรื่องการรักษาความลับที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศและเพศสภาวะของตนเอง พวกเขาคิดว่าเป็นเรื่องอันตรายมากหากความลับในเรื่องนี้ถูกเปิดเผยไม่ว่าจะโดยอุบัติเหตุหรือจงใจก็ตาม
วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์หรือวัยรุ่นที่เป็นพ่อแม่ อาจมีความกังวลว่าเจ้าหน้าที่คลินิกจะไม่ระมัดระวังเรื่องส่วนตัวของพวกเขา พวกเขาอาจคิดว่า “เจ้าหน้าที่มีแฟ้มข้อมูลของวัยรุ่นวางอยู่ตรงนั้น ใคร ๆ ก็อ่านได้” วัยรุ่นหญิงกลุ่มนี้หากมีความรู้สึกเครียดไปแล้วก็อาจจะไม่กลับมารับบริการต่อหรือชะลอการมาใช้บริการหากพวกเขารู้สึกไม่มั่นใจต่อการรักษาความลับ

6. งานวิจัยบางชิ้นได้ศึกษาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของวัยรุ่นในการให้บริการในคลินิก การศึกษาชิ้นหนึ่งศึกษาเกี่ยวกับ “การเป็นผู้ร่วมให้บริการของวัยรุ่น” ในคลินิกวางแผนครอบครัว แสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นอาจรู้สึกสะดวกใจที่จะพูดคุยในเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์กับวัยรุ่นด้วยกันเอง และอาจต้องการรับทราบข้อมูลดังกล่าวจากวัยรุ่นคนอื่น ๆ ด้วย อย่างไรก็ตามถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสียในการมีวัยรุ่นเป็นผู้ร่วมให้บริการ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความลับ

7. ในพื้นที่ทั้งในชนบทและในเมืองที่ซึ่งผู้รับบริการอาจรู้จักกลุ่มเพื่อนที่มาให้ความรู้ คลินิกอาจมีความเสี่ยงที่จะเปิดเผยเรื่องการรักษาความลับโดยไม่ได้ตั้งใจ ควรพิจารณาแนวทางดังกล่าวผ่านกระบวนการสนทนากลุ่มผ่านคนทำงานในพื้นที่ สมาชิกสภาที่ปรึกษา และสื่อมวลชน

หมายเหตุ : ข้อมูลวิจัยงานบริการทางคลินิกที่เป็นมิตรกับวัยรุ่น มาจากการวิจัยโดย Sue Alford, MLS ปี 2009 เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายเพื่อวัยรุ่น