การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า โดยทั่วไปวัยรุ่นจะไม่ค่อยมั่นใจว่าความลับของตนเองจะถูกปกป้อง ถึงแม้ว่าในกฎหมายจะระบุไว้แล้วก็ตาม ข้อค้นพบที่เกิดขึ้นจากการศึกษา อาทิ

๏ การศึกษาหนึ่งพบว่าวัยรุ่นรู้เรื่องเกี่ยวกับ “การปกป้องคุ้มครอง” น้อยกว่า “ข้อจำกัด” ของการรักษาความลับ จริง ๆ แล้วคำชี้แจงของแพทย์ในเรื่องข้อยกเว้นของการเปิดเผยความลับ ทำให้วัยรุ่นระมัดระวังเกี่ยวกับการรักษาความลับของพวกเขา

๏ วัยรุ่นมักจะไว้วางใจว่าแพทย์จะรักษาความลับของพวกเขา แต่ก็ยังมีวัยรุ่นอีกจำนวนมากที่กังวลใจว่าพนักงานต้อนรับของคลินิก เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ (Lab) และผู้ช่วยพยาบาลอาจไม่ระมัดระวังข้อมูลในเวชระเบียนของพวกเขา

๏ ในการศึกษาหนึ่งพบว่า วัยรุ่นร้อยละ 88 คิดว่าสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือเจ้าหน้าที่คลินิกต้องเก็บรักษาเรื่องส่วนตัวของพวกเขาจากคนที่วัยรุ่นรู้จัก ร้อยละ 60 คิดว่าเจ้าหน้าที่คลินิกจะต้องเก็บเรื่องส่วนตัวของพวกเขาจากพ่อแม่และคนในครอบครัว ในความเป็นจริงยังมีวัยรุ่นบางคนโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่กังวลว่าคณะฯ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาคนอื่น ๆ อาจรู้ถ้าพวกเขาไปขอรับบริการตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หน่วยบริการสุขภาพในสถานศึกษา

๏ หลายการศึกษาพบว่า วัยรุ่นให้ความไว้วางใจว่าเภสัชกรจะรักษาความเป็นส่วนตัวและจะให้ข้อมูลตามที่พวกเขาต้องการ การศึกษาในอินเดียน่ายังพบว่าร้อยละ 9 – 11 ของเภสัชกรจะติดต่อกับพ่อแม่ก่อนจ่ายยาคุมกำเนิดหากใบสั่งยานั้นถูกถือมาโดยวัยรุ่นอายุ 14 ปี

๏ เกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 47) ของการสำรวจ ร้านขายยาขาดพื้นที่ส่วนตัวสำหรับการพูดคุยอย่างเป็นความลับกับผู้รับบริการ มีเภสัชกรเพียงร้อยละ 23 ที่คิดว่าพวกเขาถูกอบรมมาอย่างดีในเรื่องการรักษาความลับของวัยรุ่น มีเพียงร้อยละ 7 ที่คิดว่าพวกเขาถูกอบรมมาอย่างดีในเรื่องสิทธิของวัยรุ่นในการยินยอมให้ตนเองเข้ารับบริการ

 

หมายเหตุ : ข้อมูลวิจัยงานบริการทางคลินิกที่เป็นมิตรกับวัยรุ่น มาจากการวิจัยโดย Sue Alford, MLS ปี 2009 เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายเพื่อวัยรุ่น