การศึกษาสถานการณ์วัยรุ่นตั้งครรภ์ในประเทศไทย ได้รับสนับสนุนทุนจาก UNICEF ด้วยวิธีการเชิงปริมาณเป็นการรวบรวมฐานข้อมูล และเชิงคุณภาพตั้งแต่นโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ปกครองที่มีลูกเป็นพ่อแม่วัยรุ่น และวัยรุ่นที่เป็นพ่อแม่ใน 5 จังหวัด ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลทำให้เกิดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น คือ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด มีความเชื่อผิด ๆ ในวิธีคุมกำเนิดที่ใช้คือ การนับวันหน้า 7 หลัง 7 และการหลั่งนอก ส่วนแหล่งข้อมูลที่เด็กค้นหาเรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ เพื่อน พ่อแม่ และโรงเรียน และปัจจัยด้านบทบาททางเพศหญิง ที่ฝ่ายหญิงต้องป้องกันตัวเองมากกว่าชาย โดยมีปัจจัยแวดล้อม เช่น สื่อกระตุ้นความเป็นชายของเด็กชาย เพื่อนยุให้ลองมีเซ็กส์กับแฟน การเข้าถึงบริการสุขภาพและการถูกตีตราจากสังคม เช่น การไปซื้อถุงยางอนามัยก็จะถูกคนขายถามนานมาก

ตัวแทนแม่วัยรุ่นได้สะท้อนประสบการณ์ตั้งครรภ์ในช่วงวัยเรียนว่า รู้สึกตกใจ เมื่อไปบอกแฟนก็ได้คำแนะนำให้ไปฝากครรภ์ แม้จะรู้ว่าไม่พร้อมแต่คิดว่าถ้าได้อยู่กับผู้ชายที่ทำให้ตั้งครรภ์ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ตอนนี้ได้แยกทางกันแล้ว การดูแลลูกได้ความรู้และความช่วยเหลือจากพี่สาวและครอบครัวที่เข้าใจ ตัวเองและครอบครัวมีความต้องการเรียนให้จบชั้นอุดมศึกษา จึงต้องวางแผนว่าจะทำงานเก็บเงินเพื่อดูแลลูกและการเรียนของตัวเอง อย่างไรก็ตามการเป็นพ่อแม่ในช่วงวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ตัวเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เปิดใจให้มากขึ้น จากความไม่พร้อมก็ต้องทำให้พร้อม และต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกของตนเอง เริ่มตั้งแต่การไปฝากครรภ์และดูแลครรภ์ตามที่หมอแนะนำ ในโรงเรียนก็มีเพื่อนหลายคนที่อุ้มท้องมาเรียน หรือพาลูกไปรับน้องตอนปี 1

ในขณะเดียวกันมีหลายเคสที่พบในช่วงการเก็บข้อมูลว่า ครอบครัวไม่เข้าใจ เลือกวิธีให้ไปยุติการตั้งครรภ์ที่คลินิกเถื่อน ไม่มีการลงทะเบียน ไม่มี OPD การ์ด หลังจากกลับมามีไข้สูงและมีเลือดออกหลายวัน และพ่อวัยรุ่นหรือคู่ไม่ยอมเปิดเผยตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ประเด็นแม่วัยใสถือเป็นปัญหาใหม่ของสังคม ต่างมีวิธีคิดชุดเดียวคือ “เป็นปัญหา” ทำให้เกิดอัตลักษณ์ใหม่กับเด็กโดยสังคมสร้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กค้ายาเสพติด หรือแม่วัยใส

ในด้านการป้องกันคือการสอนเพศศึกษา การลงเก็บข้อมูลพบว่า คำตอบจากเด็กจะต่างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โรงเรียนบางแห่งสอนแค่เรื่องพื้นฐาน ไม่มีการสอนเรื่องคุมกำเนิดที่รอบด้าน สอนแค่บางวิธี เช่น ยาคุมฉุกเฉิน แต่ไม่ให้ความรู้เรื่องยาคุมแผงปกติ และยังมีกรณีที่พบว่า มีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการคุมกำเนิด เช่น กรณีหญิงอายุ 17 ปี อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งท้องลูกคนที่ 6 สามีมีความต้องการบ่อย จึงขอทำหมันจากโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลไม่ยอมทำให้ โดยให้เหตุผลว่าอายุยังไม่ถึง หรือศูนย์บริการที่มิตร ก็พบทัศนคติที่เป็นลบต่อกลุ่มหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น หรือวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ การให้บริการจึงไม่เป็นมิตร วัยรุ่นสะท้อนว่า ส่วนใหญ่จะพบประสบการณ์ไม่ดีจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล โรงพยาบาลชุมชน การทำงานเพื่อลดจำนวนท้องวัยรุ่นจึงต้องมีการประชาสัมพันธ์หรือสร้างความเข้าใจกันในวงกว้างให้มากขึ้น และสร้างกระแสเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

หมายเหตุ : จากการประชุมวิชาการเพื่อคนทำงานกับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก/วัยรุ่น ในหัวข้อ เสียงเงียบ ๆ จากวัยรุ่นที่เป็นพ่อแม่  โดย ดร.อุมา ลางคุลเสน วิทยาลัยโลกคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ คุณชุติมา จงรุจินันท์ คุณนนทวัฒน์ แหวนทอง และคุณสุพรรณษา เจริญสุข