โรงเรียนมีระบบช่วยเหลือดูแลเด็ก มีการออกเยี่ยมบ้าน คัดกรองและดูแลเด็ก รวมทั้งการทำโครงการเสริมสร้างสุขภาวะเด็กในโรงเรียน เช่น โครงการเสริมสร้างการพูดคุยเชิงบวก โครงการไม่รังแกกัน ที่เป็นการช่วยเหลือเด็กมากกว่าการมุ่งเน้นแต่ทักษะวิชาการ ซึ่งโครงการก็ต้องดำเนินการให้ครบทุกกลุ่มทั้งนักเรียน-ครู-พ่อแม่ผู้ปกครอง ระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองกับเด็ก ครูกับเด็ก ครูกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ครบสามเส้า ครูกับผู้ปกครองเปรียบเหมือนมือซ้าย-ขวาที่ช่วยกันโอบอุ้มให้เด็ก ๆ ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น บ้านกับโรงเรียนต้องไปด้วยกัน เพื่อไม่ให้วิธีการดูแลเด็กแตกต่างกันมากนัก แนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง และ พัฒนา” ที่นำมาใช้ในการดูแลเด็ก คือ

เข้าใจ เหตุปัจจัยอย่างไม่มีข้อกังขา ผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบด้าน ครูและผู้ปกครองต้องเข้าใจว่าเด็กเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เข้าใจแล้วก็ไม่กล่าวโทษกัน ทำไมเด็กถึงท้อง ทำไมเด็กจึงให้ค่ากับวัตถุ ทำไมเด็กจึงฝันอยากเป็นดารา ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัย เด็กเป็นเพียงเหยื่อของสังคม หากพยายามเข้าใจเหตุและปัจจัย เราจะชะลอการประณาม และคิดหายุทธวิธีในการเปลี่ยนวิธีคิดของเขา

เข้าถึง ไม่เพียงเมตตา สงสารเวทนา แต่ต้องเข้าให้ถึง อย่ามองปัญหาแค่อยู่ห่าง ๆ ต้องทดลองทำดู กรรมวิธีที่เข้าถึงทำได้ด้วยหัวใจ เมื่อใจมาวิธีการจะมาเอง การเข้าถึงด้วยหัวใจ ต้องตรงจุดตรงประเด็น จะตรงใจ แค่พูดไม่ใช่เข้าถึง การเข้าถึงต้องเอาใจไปสัมผัสใจเขา เช่นกรณีเด็กคนหนึ่งที่ถูกเผยแพร่รูปโป๊ของตัวเองบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค เจ้าตัวเพิ่งรู้หลังจาก 1 เดือนผ่านไป เมื่อรู้แล้ว เกิดความอายไม่กล้าสู้หน้าเพื่อน ไม่อยากมาโรงเรียน ครูไม่จำเป็นต้องซักถามถึงความผิดพลาด แต่เอาเพื่อนเข้ามาช่วย วิธีการเข้าถึงเด็กไม่มีสูตรสำเร็จครูต้องไปหาเอาเอง

พัฒนา (จากกรณีเด็กคนเดิม) ให้กระดาษว่าง ๆ หนึ่งแผ่น ให้ปากกาเมจิก ให้คิดว่าเรามีรอยด่างรอยดำในชีวิต จุดที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ระหว่างที่จุดเด็กมีสีหน้าไม่ดีเลย ให้เพื่อนบอกว่าเด็กคนนี้มีสิ่งดี ๆ อะไรบ้างให้เอาสีสันมาแต่งแต้ม ให้ดูจุดขาวที่ต่อกันมากมาย เมื่อเราทำดีเพิ่มมากขึ้นจุดดำก็จะจางลง ครูหรือพ่อแม่ที่เข้าใจจะไม่ประนามไม่ตำหนิ เข้าถึงเด็กด้วยใจ และพัฒนาให้เขายืนได้

“มือสองมือประสานกัน ด้วยหัวใจที่เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา”

โรงเรียนจะช่วยเหลือเด็กให้สำเร็จอาจต้องใช้เวลานานหรือสั้นต่างกัน เพราะครูแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกันพ่อแม่ทุกคนก็ไม่ใช่พ่อแม่ในฝันอย่างที่อยากให้เป็น ในโรงเรียนผู้บริหารอาจไม่ให้ความสำคัญ แต่ครูควรมีหลักการของตนเอง และฉกฉวยลงมือทำในทุกโอกาส เพราะเด็กทุกคนมีความหวังความฝันในหัวใจ และต้องการให้มีคนประคับประคอง

การดูแลเด็กต้องทำให้ครบ 3 มิติ คือ มิติป้องกัน มิติแก้ไข และมิติการพัฒนา และหลัก 3 ส. สร้างใจ ทำให้เกิดพลังจากข้างในทั้งบ้านและโรงเรียน เสริมพลัง ทำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบมีขั้นตอน สร้างเครือข่ายผู้ปกครอง สร้างสรรความร่วมมือ ครูไม่ทำงานเพียงลำพัง ผู้ปกครองไม่ทำงานเพียงลำพัง แต่ทำไปด้วยกัน

หมายเหตุ : จากงานประชุมวิชาการเพื่อคนทำงานกับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก/วัยรุ่น ในหัวข้อ โรงเรียนกับพ่อแม่จะช่วยกันดูแลชีวิตเด็กอย่างไร โดยวิทยากร อาจารย์สมศักดิ์ แสวงการ โรงเรียนพิบูลย์อุปถัมภ์ และอาจารย์วิภา เกตุเทพา โรงเรียนสตรีวิทยา 2