“มี่” กับ “หมั่น” ตัวแทนเยาวชนจากบ้านกาญจนาภิเษก ที่มาสะท้อนประสบการณ์และมุมมองในฐานะวัยรุ่นที่ต้องการการสนับสนุนจากผู้ใหญ่หรือครอบครัว

“มี่” รู้สึกว่าครอบครัวก็อบอุ่น พ่อมีพาวเวอร์ (power) มาก แต่ตัวมี่เองไม่เคยคุยกับพ่อ พอมาอยู่บ้านกาญจนาฯ ได้เข้ากลุ่ม empowerment ทำให้เข้าใจเรื่องปัจจัยผลัก-ปัจจัยดึง แต่ยังปรับให้เข้ากับพ่อไม่ได้ ตอนที่บอกว่าพ่อตีกรอบมากเกินไป พ่อรู้สึกไม่ดีมาก รู้สึกเสียหน้า เหมือนถูกด่าต่อหน้าคนอื่น บ้านกาญจนาฯ จึงทำงานเพิ่มมากขึ้น โดยพามี่ไปหาพ่อที่ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้พูดคุยปรับความเข้าใจกัน ซึ่งหลายอย่างดีขึ้น พ่อลดพาวเวอร์ (power) ลง น้องเข้าไปกอดพ่อรู้สึกว่าความอบอุ่นหายไปนาน พ่อขอเวลาปรับตัวเอง กระบวนการของบ้านกาญจนาฯ จึงเป็นกระบวนการที่ดีมีประสิทธิภาพแต่ต้องใช้เวลา “ถ้าเรากล้าเปลี่ยน เขาก็กล้าเปลี่ยน”

“หมั่น” ก็รู้สึกว่าครอบครัวอบอุ่น หมั่นเป็นลูกชายคนเดียว ที่คนทั้งบ้านฝากความหวัง เขาเหมือนแบกความฝันของทุกคนในบ้าน ที่ต้องเป็นที่สุดของตระกูล เส้นความดีของพ่อหมั่นค่อนข้างตึง พ่อมีอีโก้สูง หมั่นเคยไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวผิดพลาด ชอบหลบเข้าห้องไม่อยากตอบคำถามใคร ซึ่งบ้านกาญจนาฯ เชื่อว่าเด็กจะเปลี่ยนได้ต้องเปลี่ยนครอบครัวด้วย เมื่อเข้ากลุ่ม empowerment ในตอนแรกพ่อด่าหมั่นขึ้นมาต่อหน้าคนอื่น แต่เมื่อเข้ากลุ่มต่อ ๆ มา กำแพงระหว่างพ่อกับหมั่นก็กร่อนลงเรื่อย ๆ ตอนนี้เริ่มเข้าใจพ่อมากขึ้น บ้านกาญจนาฯ สอนให้รู้จักคิดตัดสินใจถูก-ผิดด้วยตัวเราเอง “เราต้องเปลี่ยน ถ้าพ่อเราเป็นไฟ เราต้องเป็นน้ำ”

มี่และหมั่นเป็นเยาวชนที่ทำความผิดต้องเข้าไปที่บ้านต้นทางก่อน หลังจากนั้นจึงมาอยู่บ้านกาญจนาฯ ซึ่งจะมีเงื่อนไขโดยจะมีการประชุมกลุ่มผู้ปกครองก่อนว่าสามารถรับได้หรือไม่ในกระบวนการของบ้านกาญจนาฯ ที่จะไม่ใช้ตัวแทนหรือนักจิตวิทยามาทำงาน แต่คนที่ต้องทำงานกับเยาวชนต้องเป็นพ่อแม่เท่านั้น ที่ถือเป็นการทำงานที่ต้องใช้ใจทำด้วยความรัก มี่และหมั่นบอกว่าเมื่อเข้าไปที่บ้านต้นทาง ทุกคนจะต้องถูกจับโกนหัว แต่บ้านกาญจนาฯ จะปล่อยให้สิทธิในเนื้อตัวร่างกายเป็นของเด็ก ๆ สามารถแต่งตัวอย่างไรก็ได้ มี่และหมั่นรู้สึกว่าตัวเองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเปลี่ยนแปลงไปเมื่อไหร่ จากคนที่ไม่มีคุณค่าเหมือนเป็นขยะ แต่บ้านกาญจนาฯ เหมือนเป็นเครื่องรีไซเคิลขยะ ที่ทำให้เขากลายมาเป็นคนที่มีคุณค่าอีกครั้ง

มี่และหมั่นสะท้อนว่า เมื่อวัยรุ่นมีปัญหามักไม่ปรึกษากับพ่อแม่ แต่จะปรึกษาเพื่อน เพราะเพื่อนเหมือนคนพันธุ์เดียวกัน มีอายุ ความคิด อยู่ระดับเดียวกัน ซึ่งบางเรื่องสามารถปรึกษาเพื่อนได้ แต่บางเรื่องต้องเป็นคนข้างหลัง คือคนที่บ้านที่จะช่วยได้ ถ้าในบ้านไม่มีปัจจัยผลัก ข้างนอกบ้านก็จะไม่มีพลังมากพอที่จะดึงเด็กออกไปได้ ถ้าในบ้านมีความเข้าใจกัน เด็กและเยาวชนจะไม่ต่อต้าน อยากให้ในบ้านช่วยคุยกันเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งด้วย เพราะเมื่อเวลามีปัญหาเขาก็จะกล้าพูดคุยกับพ่อแม่

หมายเหตุ : เนื้อหาจากการประชุมวิชาการครั้งที่ 1 เพื่อคนทำงานกับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก/วัยรุ่น