อีกมุมมองในเรื่องการทำแท้ง

วันนี้น่าจะเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมรู้สึกมีความสุขจากการแท้ง”>ทำแท้ง

เกือบเที่ยงแล้ว เมาะเดินเข้ามาในห้องตรวจของผมพร้อมใบส่งตัวมาจากโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง คุณหมอจากต้นทางเขียนสรุปมาว่า “unintended pregnancy” ผมอ่านชื่อจากลายเซ็นต์ไม่ออก จึงเงยหน้ามองเมาะ

ด้วยรูปร่างที่ผ่ายผอม ใบหน้าดูอิดโรย สวมชุดคลุมทั้งตัวสีมอๆ และคลุมศีรษะไว้อย่างเรียบร้อย ผมมองตาของเธอแล้วรู้สึกว่า เธอคนนี้คงกำลังซ่อนเรื่องราวอะไรบางอย่างอยู่หลังม่านตาสีน้ำตาลคู่นั้น

“คุณหมอเขาบอกว่าเป็นลูกศิษย์ของหมอ” เมาะบอกเหมือนรู้ความในใจของผม

“เธอมีลูกกี่คนแล้วเหรอ” ผมเลือกใช้สรรพนามว่า “เธอ” กับเมาะ เพราะดูอายุแล้วคงไล่เลี่ยกับผมราวกับคลานตามกันมา และแม้ว่าในใบส่งตัวจะเขียนรายละเอียดมาค่อนข้างดี ผมเลือกที่จะคุยทุกเรื่องกับคนไข้มากกว่านั่งอ่านจากใบส่งตัว

“๓ คน” เมาะตอบ

“แล้วทำไมเธอไม่คุมกำเนิดล่ะ” นี่คงจะเป็นคำถามสุดคลาสสิกที่หมอเกือบทุกคนเลือกที่จะถามออกไป ฟังดูเหมือนเป็นคำถามปกติ แต่ผมคนหนึ่งล่ะที่ยืนยันว่ามันไม่ปกติ ไม่ปกติจริงๆนะครับ

“คุมนะหมอ เราใช้ถุงยางมาตลอด แต่ครั้งนี้ไม่รู้เป็นไง มันท้องได้”

“แล้วคิดยังไงจึงอยากให้หมอทำแท้งล่ะ” ผมถามออกไป

“เราจนน่ะหมอ เรามีลูก ๓ คน กำลังเรียนอยู่ทั้งนั้น ตอนนี้แฟนก็มาไม่สบาย ทำงานไม่ไหว เราทำงานอยู่คนเดียว กินกัน ๕ ชีวิต ตอนนี้ยังพอทำงานได้ แต่ถ้าเราคลอดลูกเราก็คงทำงานไม่ได้ไประยะใหญ่ แล้วจะเอาที่ไหนกินกัน ลูกก็เรียนหนังสือเกือบจะจบแล้ว เราอยากให้มันเรียนหนังสือกันทุกคนแหละหมอ”

ลูกที่เมาะเธอเอ่ยถึงทั้ง ๓ คนนั้นมีชีวิตที่น่าสนใจ เพราะหากจะบอกว่าครอบครัวนี้กำลังโชคร้าย ผมคิดว่าหนึ่งในของขวัญล้ำค่าที่สุดของเธอคงเป็นลูกทั้ง ๓ คนนี่แหละ

ลูกคนโตกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย คนนั้นใช้เงินกู้จาก กยศ. และหาเงินจากการทำงานนอกเวลา ไม่ค่อยได้รบกวนเงินจากแม่นัก ลูกคนที่สองก็เรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ใช้เงินกู้เหมือนกัน แต่ยังใช้เงินจากแม่อยู่ คนสุดท้องกำลังเรียนมัธยม คนนี้จะกลับบ้านทุกวันหยุด มาช่วยแม่กรีดยาง

พูดถึงตรงนี้ น้ำตาเธอก็ไหลลงมา “ลูกเราทั้ง ๓ คนเป็นเด็กดี ไม่มีใครเกเรเลย เราอยากให้ลูกเรียนหนังสือนะหมอ” เธอย้ำ

“แล้วหมอเค้าคิดยังไง ถึงได้ส่งเธอมาที่นี่ล่ะ” ผมหมายถึงลูกศิษย์ของผมคนนั้น

“หมอเค้านั่งมองหน้าเรา แล้วเค้าก็บอกว่า หมอนึกไม่ออกเลย ว่าเธอจะอยู่ได้ยังไง แล้วเค้าก็ส่งตัวเราไปทำแท้งที่โรงพยาบาล….” เธอหมายถึงโรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัด

“แล้วเกิดอะไรขึ้น” ที่ผมถามออกไปเช่นนี้ก็เพราะใบส่งตัวไม่ได้ถูกส่งมาจากสูติแพทย์จากโรงพยาบาลใหญ่แห่งนั้นน่ะสิ

“เราถูกหมอด่ามา หมอด่าเราใหญ่เลยว่าทำไมเราไม่คุม เราก็บอกว่าเราคุมด้วยถุงยางเค้าก็ไม่เชื่อ ทำไมหมอไม่เชื่อเรา ก็เราใช้ถุงยางมาได้ตั้งเกือบ ๒๐ ปีแล้วนะหมอ” ถึงตรงนี้ น้ำตาเธอก็ไหลลงมาอีกครั้ง นั่นคงเป็นเพราะการบอกเล่ามันก่อให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ

“นี่เรามาที่นี่ เราก็กลัวนะหมอ” เมาะบอก

“กลัวถูกด่าอีกเหรอ” ผมถามออกไป เธอพยักหน้าและทอดสายตามองลงพื้นแทนคำตอบ

ผมพาเธอไปตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ และพบว่าครรภ์ของเธอไม่มีตัวอ่อน

การดูดโพรงมดลูกเสร็จสิ้นราวสามโมงเศษ

“หมอรู้มั้ย เรารู้สึกดีที่การทำแท้งวันนี้เป็นการทำแท้งที่ไม่มีลูกอยู่ แต่หมอรู้ไว้เถอะ ว่าหากเราต้องทำแท้งลูกออกไปจริงๆ หมอก็ได้ช่วยให้พวกเราอีก ๕ คนได้มีชีวิตอยู่ต่อได้”

ผมรู้สึกคุ้นหูกับประโยคที่เมาะพูดออกมาเหลือเกิน เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมยืนหยัดและยึดถือมาโดยตลอด เรากำลังทำแท้งเพื่อคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา เพื่อตัวเขา เพื่อครอบครัวเขา อย่างน้อย เขาก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นคนเท่าเรา และมีมากพอที่จะมาขอรับบริการที่ปลอดภัยจากเรา

ใช่ครับ การทำแท้งวันนี้ผมมีความสุขมากจริงๆ

ธนพันธ์ ชูบุญด้วยความเคารพต่อความเป็นแม่ของทุกคน

๑๖ กันยายน ๒๕๕7