คราวที่แล้วเราพูดคุยกันถึงกรณีท้องแล้วเก็บเด็กไว้ซึ่งมีรายละเอียดที่ยุ่งเหยิงสลับซับซ้อนมากมายมหาศาล คราวนี้เรามาดูสถานการณ์ของการท้องแล้วต้องทำแท้งว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง หลายคนคิดว่าการทำแท้งเป็นเรื่องง่ายไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่รู้ว่าตั้งท้องก็ไปทำแท้งแล้วก็จบ แต่ความจริงมีอะไรที่สลับซับซ้อนมากกว่านั้น ความซับซ้อนที่ว่าคืออะไร เราไปติดตามกัน …

ที่ผ่านมามีสุภาพสตรีวัย 40 ท่านหนึ่งเล่าความทุกข์ใจให้ฟังว่า สมัยเป็นวัยรุ่นตอนเรียน ม.ปลาย เคยทำแท้ง สาเหตุที่ท้องแล้วตัดสินใจทำแท้งเธอเล่าให้ฟังว่า เวลานั้นแม่หึงหวงพ่อมากจนเป็นเหตุให้ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างรุนแรงทุกวัน ในฐานะที่เป็นลูกเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันทุกวันก็ทุกข์ใจ ในเมื่อบ้านไร้ความอบอุ่น พ่อแม่ไม่สามารถเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจได้ และเพื่อหนีภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านซ้ำๆ เธอจึงไปอยู่บ้านแฟน (ไม่ได้หนีออกจากบ้าน) ซึ่งเรียนโรงเรียนเดียวกันจะได้ไม่ต้องเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันอีก เมื่อทุกข์ใจแล้วได้อยู่ใกล้ชิดกับคนรักจึงได้รับความอบอุ่น เลยมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ป้องกัน  อีกทั้งการสอนเรื่องเพศศึกษาก็ไม่ได้ถูกสอนในโรงเรียนทำให้เธอตั้งท้องในวัยเรียนอย่างไม่ตั้งใจ

นอกจากความทุกข์ใจจากพ่อแม่ทะเลาะกันแล้วยังต้องมาเจอเรื่องท้องอีกเหมือนผีซ้ำด้ามพลอย พ่อแม่ที่เอาแต่ทะเลาะกันคงให้คำปรึกษาไม่ได้แน่ ส่วนแฟนคงไม่สามารถรับผิดชอบอะไรได้มากเพราะยังเป็นนักเรียนที่ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้ หากเรื่องแดงไปมีหวังโดนไล่ออกจากโรงเรียนทั้งคู่ มีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ต้องตัดสินใจด้วยตนเอง

ในที่สุดการทำแท้งจึงเป็นทางออกที่เธอเลือก หากปล่อยให้ท้องใหญ่ขึ้นมาต้องออกจากโรงเรียนแน่นอน พ่อแม่ทะเลาะกันมีความทุกข์อยู่แล้ว ยิ่งมีเรื่องตนเองท้องขึ้นมาอีกบ้านก็พังกันพอดี

การเลือกทำแท้งทำให้สุภาพสตรีท่านนี้ได้เรียนต่อจนจบ ม.6 ไม่เช่นนั้นเธอคงถูกไล่ออกพร้อมกับแฟนเนื่องจากสมัยนั้นเด็กท้องต้องถูกไล่ออกสถานเดียว แต่เรื่องนี้ก็ถูกเก็บเป็นความลับมาตลอด มีเพียงเธอกับแฟนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ การเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจึงเป็นอีกหนึ่งความเครียดลึกๆ ที่ตามติดเธอมาตลอด แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมา 20กว่าปีแล้ว ปัจจุบันเธอมีลูก 2คนกับแฟนสมัยเรียนซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นสามี แต่ความทุกข์ใจยังคงอยู่

อาตมาปลอบใจเธอว่าให้วางใจเสียเถิด เหตุการณ์ผ่านมา20กว่าปีแล้วอย่าไปคิดซ้ำเติมตัวเองเลย ใครๆ ก็สามารถทำพลาดกันได้ ให้มองไปข้างหน้าแล้วทำแต่สิ่งดีๆ  ไม่มีประโยชน์ที่จะปล่อยจิตให้เศร้าหมองไปกับเรื่องราวในอดีต ควรทำจิตใจให้เบิกบานตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนให้ทำจิตใจให้ผ่องใส ที่คุณเคยทำไปไม่ใช่ว่าไม่เมตตา ถ้าคุณไม่มีเมตตาคุณก็คงไม่เก็บความรู้สึกผิดมาจนบัดนี้ บางทีเด็กคนนั้นอาจเกิดมาเป็นลูกคุณในปัจจุบันก็ได้ เธอสบายใจขึ้น

 

ผลกระทบกับสุภาพบุรุษ

การทำแท้งของผู้หญิงไม่ได้มีผลกับความรู้สึกของเธอเองเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบกับฝ่ายชายด้วยเช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้มีชายคนหนึ่งอายุ 45 ปีเล่าความทุกข์ใจทำนองเดียวกันให้ฟังว่าย้อนหลังกลับไปประมาณ 5-6 ปีก่อน ตอนนั้นเขาทำงานเป็น รปภ. อยู่ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชอบพอกับพนักงานแม่บ้านท่านหนึ่ง คุณแม่บ้านเคยมีสามีแล้วแต่เลิกกันมีลูกติดหนึ่งคนอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด ทั้งเขาและเธอจีบกันไปจีบกันมาก็มีอะไรกันแล้วเกิดตั้งท้องขึ้นมา บังเอิญทั้งคู่ทำงานเป็นลูกจ้างรายเดือนซึ่งเงินเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไร ต่างฝ่ายต่างมีเงินเดือนพอใช้สำหรับตัวเองเท่านั้นและยังไม่ได้วางแผนการใช้ชีวิตร่วมกัน การท้องโดยไม่ตั้งใจเช่นนี้ทำให้ทั้งคู่ไม่ทันตั้งตัว

ฝ่ายหญิงถามฝ่ายชายว่าจะทำอย่างไรกันดีเพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้มีเงินเดือนมากมายอะไร ฝ่ายชายตอบว่าแล้วแต่ฝ่ายหญิงจะตัดสินใจแล้วกัน ตนเองก็ไม่ได้มีเงินเดือนสูงแต่ถ้าฝ่ายหญิงตัดสินใจเก็บเด็กไว้ตนก็พร้อมจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายร่วมกัน ทั้งนี้แล้วแต่ฝ่ายหญิงจะตัดสินใจส่วนตนเองยังไงก็ได้ ที่ตอบไปเช่นนั้นเพราะเข้าใจสถานการณ์ดีว่าถึงแม้จะเก็บเด็กไว้ตนและฝ่ายหญิงต้องลำบากเรื่องเงินแน่นอนแต่ก็อยากให้ฝ่ายหญิงเป็นคนตัดสินใจเพราะเป็นฝ่ายตั้งท้อง

ฝ่ายหญิงในฐานะที่เป็นฝ่ายตั้งท้องเข้าใจสถานการณ์ดีว่า ถึงแม้ฝ่ายชายจะออกปากรับผิดชอบแต่ก็ต้องลำบากอยู่ดีเพราะเงินเดือนสองคนรวมกันยังเลี้ยงอีกหนึ่งปากที่กำลังจะเกิดมาไม่ได้เลย อีกทั้งช่วงที่ตนเองลาคลอดเงินเดือนในส่วนของตนก็ต้องหดหายไปด้วย การเป็นแค่พนักงานชั้นล่างทางเจ้านายหรือสถานประกอบการก็ไม่มีเงินเดือนลาคลอดให้ การทำคลอดในโรงพยาบาลต้องใช้เงินหลักหมื่น คลอดแล้วก็ต้องมีค่านมผง ค่าอื่นๆ จิปาถะ ถึงแม้ลาคลอดครบ 3 เดือนถ้ากลับเข้าทำงานก็ต้องเอาเด็กไปฝากตายายเลี้ยงที่ต่างจังหวัดคงไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ สองคนสามีภริยาก็ต้องส่งเงินไปให้ตายายเป็นค่านม ถ้าออกจากงานมาเลี้ยงลูกเองอาศัยเงินเดือน รปภ. จากสามีเพียงคนเดียวคงเอาไม่อยู่ อีกอย่างตนเองก็มีลูกอยู่แล้วหนึ่งคนจากอดีตสามี คิดไปคิดมาเมื่อไม่สามารถดูแลเด็กที่จะเกิดมาได้เต็มความสามารถ ในที่สุดฝ่ายหญิงก็ตัดสินใจทำแท้ง เพราะหากเก็บเด็กไว้ตนเองต้องเผชิญกับความยุ่งยากหลายอย่าง

เรื่องนี้ฝ่ายชายยังรู้สึกทุกข์ใจ อาตมาได้ฟังจึงปลอบใจว่า อย่าทุกข์ใจไปเลย มันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ให้คิดว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนั้นโยมก็รู้ดีว่าถึงให้กำเนิดเด็กมาก็คงไม่สามารถดูแลเขาได้เต็มที่เนื่องจากเงินเดือนไม่พอจ่าย ให้เรามองไปข้างหน้าแล้วเริ่มต้นใหม่ดีกว่า

ปัจจุบันสามีภรรยาคู่นี้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่บ้านเกิดต่างจังหวัด มีลูกด้วยกันหนึ่งคน อาตมาปลอบใจไปว่าบางทีเด็กที่คุณเคยทำแท้งอาจจะมาเกิดเป็นลูกคุณในปัจจุบันก็ได้ชายคนนั้นจึงรู้สึกเหมือนได้ปลดทุกข์อันหนักหน่วงออกไป

กรณีนี้ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการทำแท้งไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กวัยรุ่นเท่านั้น แม้คนวัยทำงานที่ไม่มีปัญหาเรื่องความมีหน้ามีตาในสังคมก็เผชิญกับปัญหานี้ได้เหมือนกันในแง่ของความพร้อมในเรื่องเงิน การตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์จึงไม่ได้มีแต่วัยรุ่นเท่านั้นที่ตัดสินใจทำแท้งและความทุกข์ใจก็เกิดขึ้นกับผู้ชายได้เหมือนกัน

หลายคนเวลาเห็นข่าวการพบซากเด็กทารกจากการทำแท้งมักคิดว่าผู้หญิงที่ทำแท้งคงเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ คิดว่าการทำแท้งเป็นเรื่องง่ายๆ และมักประณามคนที่ทำแท้งต่างๆ นานาว่าเป็นแม่ใจยักษ์ เป็นแม่ใจมาร เป็นสาวใจแตก แท้จริงแล้วคนที่ทำแท้งก็ไม่ได้รู้สึกสบายอกสบายใจนักที่ต้องตัดสินใจทำแท้ง แม้จะเป็นทางเลือกที่ดูง่ายดาย แต่ผู้ที่ทำแท้งก็ต้องประสบกับความทุกข์ใจคือรู้สึกผิดที่ต้องตัดสินใจอะไรลงไปเช่นนี้ บางคนเก็บความรู้สึกผิดไว้นานเป็นสิบๆ ปี

คนที่อดีตเคยทำแท้งเมื่อพบข่าวซากทารกถูกทำแท้งเผยแพร่ทางโทรทัศน์หรือจากสื่อแล้วมีการประณามคนทำแท้ง ข่าวลักษณะนี้มักจะกลับมาตอกย้ำซ้ำเติมความรู้สึกที่ฝังลึกในใจซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งต้องใช้เวลาในการเยียวยา

ผู้คนมักซ้ำเติมว่านี่เป็นผลกรรมที่ทำแท้งทำให้รู้สึกผิดบาปก็สมควรแล้ว คนที่ประณามซ้ำเติมมักตัดสินว่าการทำแท้งเป็นความผิดของผู้หญิงฝ่ายเดียวโดยลืมนึกไปว่าเป็นความผิดของฝ่ายชายด้วยในฐานะที่ไม่รับผิดชอบเด็กที่เกิดมา คนที่ซ้ำเติมก็ไม่เคยประณามฝ่ายชายที่ทำให้ฝ่ายหญิงท้อง การประณามผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียวจึงไม่ยุติธรรม

ทั้งหมดนี้อาตมาอยากให้เราเปลี่ยนมุมมองกันใหม่ดีกว่าว่าคนเราต่างก็มีทุกข์ด้วยกันทุกคน ทุกคนต่างก็มีข้อจำกัดและไม่ได้มีทางเลือกในชีวิตมากนัก และคนทุกคนก็พลาดพลั้งกันได้ การมองผู้ที่พลั้งพลาดด้วยจิตที่เมตตาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะคนกำลังมีทุกข์ต้องการความช่วยเหลือกับเรื่องที่พลาดไปในอดีต เราควรช่วยเหลือเขาด้วยการรับฟังอย่างไม่ตำหนิ จิตของเขาจะได้รับการเยียวยา เมื่อจิตของเขาได้รับการเยียวยาเขาก็จะสามารถคิดหรือทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกอย่างก็คือเมื่อเรามีจิตที่เมตตาจะทำให้เรามองเห็นอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น เมื่อเรามองอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นเราก็จะเข้าใจผู้อื่น ไม่ตัดสินคนอื่นง่ายไปเพียงเพราะเห็นข่าวจากสื่อบางคนแค่เห็นข่าวพบซากเด็กทารกจากการทำแท้งก็รู้สึกโกรธทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จักแม่ของเด็กเลย

 

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เคยทำแท้ง

ให้มองว่าเป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว ใครๆ ก็ทำผิดพลาดกันได้ ให้ละวางความรู้สึกผิดหรือความรู้สึกไม่ดีนั้นออกไป การจมปรักอยู่กับความรู้สึกผิดไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น มนุษย์เราไม่ควรติดอยู่กับความรู้สึกผิดนั้นนานจนเกินไป เพราะความรู้สึกผิดจะมีผลกับการใช้ชีวิตทั้งหมด ชีวิตมนุษย์นั้นสั้นเกินกว่าจะมาจมปรักอยู่กับความรู้สึกผิดซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ควรเริ่มต้นใหม่ด้วยการมองไปข้างหน้า ตั้งใจทำแต่สิ่งดีๆ หากจะมีเพศสัมพันธ์กับใครในครั้งต่อไปก็ขอให้มีการป้องกันให้รอบคอบเพื่อจะได้ไม่เกิดความพลาดพลั้งขึ้นอีก

หากยังไม่รู้สึกดีขึ้นก็ควรเจริญสติสวดมนต์แผ่เมตตาภาวนาให้กับทารกนั้น หรือถ้าสามารถทำได้ก็ควรหาเวลาว่างไปปฏิบัติธรรม 7-10 วันแล้วแผ่บุญกุศลให้เด็กทารกเพื่อเขาจะได้รับบุญกุศลจากการปฏิบัติธรรมของเรา

โปรดระวังการทำบุญชนิดที่ต้องเสียเงินเป็นพันเป็นหมื่นเพื่อสะเดาะเคราะห์ตัดกรรมเกี่ยวกับการทำแท้งตามวัดต่างๆ ที่จัดกัน เพราะนั่นคือการฉวยโอกาสจากคนที่กำลังมีทุกข์ พึงระลึกไว้เสมอว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ทารกได้รับบุญกุศลคือการพาร่างกายของเราไปปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิ-วิปัสสนา แล้วแผ่บุญกุศลให้น้องๆ จะได้รับแน่นอนกว่า