วันนี้เรามีประสบการณ์จริงจากหลากหลายกรณีของท้องไม่พร้อมแล้วต้องตัดสินใจ ‘เก็บเด็ก’ ไว้มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเราจะได้เห็นรายละเอียดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าเวลาที่มีการตัดสินใจเก็บเด็กไว้นั้น แต่ละกรณีมีความยุ่งยากสลับซับซ้อนในตัวเองอย่างไรบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ท้อง สถานะของผู้ท้อง แนวคิดของครอบครัว ชาติพันธุ์  ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กที่ตกอยู่ในภาวะไม่ได้ตั้งใจท้องจะต้องเก็บเด็กไว้ เราไปติดตามว่าแต่ละกรณีมีการค้นหาทางออกอย่างไรกันบ้าง

 

กรณีที่ 1  แม่รับลูกของลูกให้เป็นลูกของแม่ 

กรณีนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวจีนครอบครัวหนึ่ง ลูกสาววัย 20ปีถูกหนุ่มนิสัยทรามวางยาสลบแล้วล่วงละเมิดทางเพศเธอ แล้วเธอก็ตั้งท้อง แม่ไม่อยากให้ลูกสาวทำแท้งเนื่องจากไม่อยากทำบาป จึงตัดสินใจเก็บเด็กไว้รอจนวันคลอดมาถึง เมื่อเด็กคลอดออกมาเป็นเด็กชาย คุณแม่อุ้มน้องไปขึ้นทะเบียนที่อำเภอให้เป็นลูกของแม่อีกคน

กรณีนี้เป็นครอบครัวชาวจีน ชาวจีนมีความคิดว่าทั้งลูกสาวและลูกชายหากแต่งงานแต่งการออกเรือนไปถือเป็นความมั่นคงของชีวิต พ่อแม่ชาวจีนจะรู้สึกสบายใจที่ลูกทุกคนเป็นฝั่งเป็นฝาหากทำแท้งเพื่อลูกจะได้มีสถานะเป็นโสดจะได้มีโอกาสแต่งงานมีครอบครัวก็สามารถทำได้ แต่คุณแม่คงรู้สึกว่าเป็นการทำบาปกับเด็กที่จะเกิดมา

แต่ถ้าต้องเก็บเด็กไว้ ลูกสาวของตนก็ขายไม่ออกเพราะคงไม่มีหนุ่มหน้าไหนมาขอหญิงมีลูกไปเป็นภริยาแน่ๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหาแม่จึงรับลูกของลูกให้เป็นลูกของแม่ดีกว่าจะได้ไม่เป็นการทำบาป ลูกสาวก็ยังมีสถานะโสด เมื่อถึงเวลาแม่ก็ติดต่อหนุ่มจีนที่เหมาะสมให้มาดูตัวกัน วัฒนธรรมจีนที่เคร่งครัดจะไม่เปิดโอกาสให้ลูกสาวคบหาชายหนุ่มด้วยตนเอง พ่อแม่จะเป็นฝ่ายจัดหาให้และต้องเป็นคนจีนเท่านั้น เมื่อต่างฝ่ายชอบพอกันก็แต่งงานออกเรือนกันไป พ่อแม่ก็สบายใจ

แต่ตอนที่ยุ่งยากที่สุดคือ คุณแม่ต้องเดินทางนั่งรถไปบอกญาติพี่น้องของคุณแม่ทุกคน แม้จะอยู่ไกลเพียงใดก็ต้องไป เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วขอให้ทุกคนจดจำไว้ว่าตนมีลูกชายคนเล็กเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง พร้อมกับกำชับว่าขอให้เก็บเรื่องลูกสาวถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นความลับ ไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้อีก ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ ลูกสาว บุคคลในครอบครัว พี่น้องในเครือญาติหลายสิบคนต่างต้องเก็บงำความลับเกี่ยวกับเด็กน้อยและเหตุการณ์เด็กสาวถูกล่วงละเมิดทางเพศไว้ แต่ถ้าวันใดความลับแตกขึ้นมาก็คงต้องใช้เวลาเยียวยาจิตใจกันมากมายทีเดียว

เห็นไหม…..ไม่ง่ายเลย

 

กรณีที่ 2  ตั้งท้องตอนปิดเทอมพอดิบพอดี

กรณีนี้เกิดขึ้นกับนักศึกษาสาววัย 18 ในโรงเรียนพาณิชย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เธอมีเพศสัมพันธ์และบังเอิญรู้ตัวว่าตั้งท้องตอนเทอมสุดท้ายปลายภาคของ ปวช. ปี 3 พอดิบพอดี วันที่สอบยังมีอาการแพ้ท้องอาเจียนจนเพื่อนที่รู้กันต้องแกล้งบอกว่าไม่สบายแล้วช่วยกันหิ้วปีกพากลับบ้าน

แต่เนื่องจากเธอมีบางวิชาที่สอบไม่ผ่านเธอจึงต้องเรียนซ้ำอีก 1เทอม ช่วงนั้นท้องก็ยังไม่ใหญ่มาก พอสอบเสร็จก็ไปทำเรื่องพักการเรียน (ดร็อป) เป็นเวลา 1 ปี ช่วงที่พักการเรียนจึงเป็นช่วงที่ครรภ์ใหญ่พอดี แล้วเธอก็คลอดลูกในช่วงเวลานั้นพร้อมกับเลี้ยงลูกไปด้วย พอปีถัดไปก็กลับไปลงทะเบียนเรียนจนจบ คุณครูที่โรงเรียนก็ไม่รู้ รู้กันเฉพาะเพื่อนในกลุ่ม 4-5 คน เพื่อนนอกกลุ่มไม่มีใครรู้เลยเพราะจบปี 3 ก็ไม่เจอหน้ากันแล้ว

กรณีนี้เป็นเรื่องฟลุคตรงที่เด็กสาวรู้ตัวว่าตั้งท้องตอนใกล้จะปิดเทอมพอดี ท้องก็ยังไม่โตมาก จึงไปทำเรื่องดร็อปได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าไปตั้งท้องเอาช่วงต้นเทอมหรือกลางเทอมคงจะหาทางออกลำบาก อาจจะต้องยุติการตั้งครรภ์ด้วยการทำแท้งหรือไม่ก็ต้องออกจากโรงเรียนไปเลยเพราะสมัยนั้นกฎกระทรวง ‘เด็กท้องต้องได้เรียน’ยังไม่ถูกนำออกมาใช้เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

สิ่งที่เด็กสาวต้องลงทุนก็คือต้องสละเวลา 1ปีเพื่อไปคลอดลูก บังเอิญเธอมีวิชาที่ไม่ผ่านจึงต้องกลับมาเรียนซ้ำอีก 1 เทอม แต่ถ้าเธอไม่มีวิชาที่ต้องกลับไปเรียนซ้ำเธอก็สามารถจบได้ทันทีหลังสอบเสร็จ อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นเพียงไม่กี่รายที่มีโอกาสเลือกวิธีการนี้ อีกทั้งการเป็นนักศึกษา ปวช. การดร็อปก็เป็นเรื่องง่ายกว่าเพราะการศึกษาระดับ ปวช. เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ดร็อปและใช้เวลาเรียนได้ถึง 6 ปี (สองเท่าของเวลาปกติ) ซึ่งก็ไม่น่าจะถูกตั้งคำถามจากคุณครู แต่หากเป็นกรณีนักเรียน ม.6 ถึงจะมีโอกาสดร็อปได้ แต่ก็อาจถูกตั้งคำถามมากมายจากคุณครูประจำชั้น และอาจถูกเพ่งเล็งมากกว่า

เห็นไหม…ไม่ง่ายเลย

 

กรณีที่ 3  คลอดลูกแล้วทำข้อสอบอยู่ที่บ้าน

กรณีนี้เป็นวัยรุ่นอายุ 18 ท้องตอนอยู่ชั้น ม.6 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สุพรรณบุรี พอท้องเริ่มใหญ่เด็กก็อายไม่ไปเรียนหนังสือ เรื่องก็ดังกันไปทั้งโรงเรียนและหมู่บ้าน เพราะในต่างจังหวัดเป็นชุมชนขนาดเล็ก เกิดอะไรขึ้นก็รู้กันไปทั้งบาง

แต่บังเอิญโรงเรียนนี้มีผู้อำนวยการเป็นผู้ชายแต่มีความเข้าใจเด็ก พอผู้อำนวยการทราบว่าเด็กตั้งท้องก็จัดให้มีการนำข้อสอบไปให้เด็กทำที่บ้าน เพราะยังไงๆ เด็กก็ไม่มาเรียนอยู่แล้วเนื่องจากอายที่ตนเองท้อง สมัยนั้นเด็กท้องก็ต้องถูกไล่ออก หากทางโรงเรียนไม่ช่วยเหลือเด็กไม่จบ ม.6 แน่นอน

หลังจากนั้นผู้อำนวยการพยายามไปเยี่ยมที่บ้านหลายครั้งเท่าที่จะทำได้ แต่ก็พบได้แค่ผู้ปกครองเพราะเด็กแอบอยู่แต่ในห้องไม่ต้องการพบใคร แล้วนักเรียนสาวคนนั้นก็จบ ม.6 เพราะมีผู้อำนวยการใจดีนำข้อสอบไปให้ทำที่บ้าน

อยากให้ลองหันกลับมาวิเคราะห์กันดูว่าโรงเรียนจำนวนหมื่นแสนโรงเรียนในประเทศไทยจะมีคุณครูหรือผู้อำนวยการที่ใจดีกี่คนที่เข้าใจปัญหาเด็กท้องในวัยเรียนอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ หลายคนเวลาได้ข่าวเด็กท้องในวัยเรียนแล้วเสนอว่าอย่าทำแท้ง แต่เราไม่เคยเข้าไปสำรวจตรวจดูเลยว่ามีเหตุปัจจัยหรือสิ่งแวดล้อมใดบ้างที่จะช่วยสนับสนุนให้เด็กคนนั้นมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกและปลอดภัยในเมื่อต้องเก็บเด็กไว้ เพราะคุณแม่วัยรุ่นต้องผจญอุปสรรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับเพื่อนในโรงเรียน ความสัมพันธ์กับครู ความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว ชื่อเสียงของพ่อแม่ ชื่อเสียงของตัวเอง ชื่อเสียงของโรงเรียน แล้วไหนจะต้องมากังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกอีกเล่าซึ่งเป็นเรื่องลำบากมากที่คุณแม่วัยรุ่นต้องรับภาระค่าเลี้ยงดูลูกอ่อนในขณะที่ตัวเองก็ไม่มีเงิน

แล้วเรื่องการเรียนล่ะ การดำเนินชีวิตล่ะ จะมีผู้ใหญ่ใจดีคนไหนช่วยนำข้อสอบมาให้เธอทำบ้าง ในขณะที่เธอต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้านออกไปไหนก็ไม่ได้เพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าท้อง การเก็บเด็กไว้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ในช่วงที่ผ่านมาจึงมีเด็กสาวจำนวนมากทีเดียวที่ต้องเสียโอกาสในการเรียนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่กระทรวงศึกษาธิการยังไม่มีนโยบาย “เด็กท้องต้องได้เรียน”เด็กวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยต้องละทิ้งการเรียน ซึ่งหมายความว่าเธอต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างลูกที่เกิดมากับการศึกษาของตัวเอง และเมื่อเธอเลือก “ลูก”เธอก็ต้องละทิ้งการเรียนออกไป

เห็นไหม…ไม่ง่ายเลย

 

กรณีที่ 4  เด็กท้อง แล้วบอกเด็กว่า ‘หนูมีเนื้องอก’

เมื่อเด็กหญิงวัย 12 ขวบชั้นประถมในโรงเรียนแห่งหนึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ แล้วเธอก็ตั้งครรภ์ ทั้งคุณครูและผู้ปกครองต่างพยายามช่วยกันค้นหาทางออก ในที่สุดก็ใช้วิธีบอกกับเด็กว่าหนูมี ‘เนื้องอก’ ที่ต้องเอาออก เมื่อถึงกำหนดคลอดก็พาไปผ่าตัดแล้วนำทารกออกมา โดยนำทารกน้อยไปมอบให้กับพ่อแม่ที่ต้องการรับเด็กไปเลี้ยงซึ่งติดต่อขอความช่วยเหลือกันไว้แล้ว

กรณีนี้อาจจะฟังดูไม่ยากอะไร แต่ทุกคนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการ ‘เก็บเด็ก’ ต่างก็ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่บอกให้เด็กสาววัย 12 ขวบรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในท้องของเธอ และต้องไม่บอกทารกที่จะเติบโตขึ้นมาให้รู้ว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริง อีกทั้งยังต้องขอความช่วยเหลือจากหมอและพยาบาลให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แล้วร่วมกันสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ โดยบอกกับเด็กว่าหนูป่วยด้วยโรคเนื้องอกต้องผ่าตัดเอาเนื้อในท้องออก แล้วยังต้องหาพ่อแม่เด็กที่จะมาเลี้ยงดูหลังคลอด

จะว่าไปกรณีของเด็กน้อยคนนี้เป็นเรื่องยากจะตัดสินใจจริงๆ เพราะเด็กในวัยไร้เดียงสาถูกล่วงละเมิดทางเพศแล้วก็ตั้งครรภ์ จู่ๆ จะต้องมาเป็นแม่คนทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะอายุได้ 12 ขวบและยังอยู่ชั้นประถม หากผู้ใหญ่บอกความจริงกับเด็กว่าหนูตั้งท้องแล้วปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปตามความเป็นจริง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องราวจะลงเอยในรูปแบบใด เด็กในวัย 12ขวบจะทำหน้าที่แม่ไหวหรือไม่ เด็กอาจจะคิดมากตั้งแต่ยังไม่คลอด หรืออาจจะวิตกกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงว่าตนกำลังจะมีลูกจนฟุ้งซ่านไปเลยก็สุดจะคาดเดา เธออาจจะต้องออกจากโรงเรียนแล้วหันมาเลี้ยงลูกอย่างเดียว คงไม่มีโรงเรียนไหนยอมรับให้เด็กน้อยเรียนไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยแน่ๆ แล้วใครจะช่วยค่านมค่าผ้าอ้อม ในที่สุดภาระก็ต้องตกอยู่กับพ่อแม่ของเด็ก

การตัดสินใจของคุณครูและผู้ปกครองในเรื่องนี้จึงไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก ทุกคนต่างมีความหวังดีด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งก็ต้องใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา

เห็นไหม…ไม่ง่ายเลย

 

ทั้ง 4 กรณีที่ยกมาเป็นตัวอย่างต่างก็มีประเด็นและความซับซ้อนในตัวเอง แต่การที่เราจะสนับสนุนให้เด็กท้องไม่พร้อมหลีกเลี่ยงทำแท้งนั้นก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน หากผู้ใหญ่ไม่ให้ความเข้าใจ ไม่เมตตา และยังซ้ำเติม การสนับสนุนช่วยเหลือการเก็บเด็กไว้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะสิ่งสำคัญก็คือลำพังเด็กหญิงวัยรุ่นเพียงคนเดียวคงไม่สามารถเลี้ยงดูลูกตัวเองได้แน่ อย่างน้อยก็ต้องมีใครสักคนคอยช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายค่านมผง ผ้าอ้อม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกำลังใจ การไม่ตัดสิน ความมีเมตตา และความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ในขณะเดียวกันเด็กที่ตั้งครรภ์ก็ต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของการปกปิดตัวเองเพื่อความอยู่รอด ผู้มีส่วนร่วมเองก็ต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของการสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ในกรณีที่การตั้งท้องมีความจำเป็นต้องปิดเป็นความลับ แต่ละกรณีต่างก็มีทางออกเฉพาะทางเป็นของตนเองไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คือความยุ่งเหยิงและความสลับซับซ้อนของการสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่เพื่ออำพรางเรื่องเดิมไว้ บางกรณีผู้ตั้งท้องก็ไม่ทราบเรื่องราวที่แท้จริงด้วยซ้ำ ไม่มีโอกาสตัดสินชะตาชีวิตด้วยตนเอง เพราะถูกพิจารณาไปแล้วว่ามีอายุและวุฒิภาวะน้อย ไม่สามารถตัดสินใจกับสถานการณ์ชีวิตตนเองได้

เวลาที่เราเห็นข่าวพบซากเด็กทารกในถังขยะ พบซากเด็กถูกทำแท้ง เด็กทารกแรกเกิดถูกทิ้งไว้ตามที่สาธารณะ เรามักจะประณามว่าผู้หญิงที่นำทารกมาทิ้งเป็นแม่ใจยักษ์ แม่ใจมาร คนที่ประณามจำนวนมากไม่เคยเข้าไปรับรู้เลยว่าการเก็บเด็กไว้ก็มีความลำบากซับซ้อนอย่างไร ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อท้องไม่พร้อมขึ้นมาแล้วจะต้องเก็บเด็กไว้
            ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครตั้งคำถามเลยว่า “ผู้ชายหายไปไหน”