ภาพจาก http://suite101.com/article/prehistoric-children-how-we-can-see-what-stone-age-kids-did-a395796

 

เพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นยุคก่อนประวัติศาสตร์

 

แล้วเรื่องเพศสัมพันธ์ล่ะ ในเมื่อศาสนาก็มาทีหลังเมื่อไม่กี่พันปีมานี้  แล้วคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีแนวคิดและวิถีปฏิบัติต่อเรื่องเพศอย่างไร

 

จากบทความ “ประวัติศาสตร์ผู้หญิง”  เขียนโดย อัญญิกา เผยแพร่ในวารสาร เสขิยธรรม’ฉบับที่ 53 ประจำเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2545  อัญญิกาได้เขียนไว้ว่า

 

“ประมาณ 5 ล้านปีก่อน มนุษย์ก่อนยุคปัจจุบันซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนต้นไม้ได้ลงมาอาศัยอยู่บนพื้นดิน…..

…..ผู้ชายก็ต้องปรับตัว แทนที่จะกินอาหารทันทีในบริเวณที่ล่าสัตว์ได้ ก็ต้องมีภาระมากขึ้น คือ ลากเนื้อกลับ “บ้าน”มาให้ผู้หญิง…..สมัยนั้นมนุษย์ไม่รู้จักการเกษตร ผู้ชายมีหน้าที่ล่าหาอาหารแล้วนำมาให้ฝ่ายหญิง…..

100,000 ปีก่อน (ยุคหินเก่า) เป็นยุคที่มนุษย์ปัจจุบันที่มีความฉลาดอุบัติขึ้นและพัฒนาขึ้นมา เป็นสังคม วัฒนธรรมที่เท่าเทียม ร่วมไม้ร่วมมือ วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์อย่างอิสระ ใช้ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ จาริก มีบางแห่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  ธรรมชาติคือบ้าน มีความศักดิ์สิทธิ์และมีความเป็นหญิง

…..ยุคนี้เองที่ผู้หญิงเรารู้จักการปลูกพืชโดยนำเมล็ดไปหยอดไว้ในดิน เริ่มรู้จักทำการเกษตร เกษตรกรรมเป็นงานของผู้หญิง ….. มีการนับถือเทพเจ้าผู้หญิงในวัฒนธรรมต่างๆ …..”

 

จากเนื้อหาของบทความดังกล่าวทำให้วิเคราะห์ได้ว่ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแนวคิดเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรคนยุคโบราณเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ก็มีเพศสัมพันธ์กันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ มาควบคุมบังคับเพราะแนวคิดเรื่องศีลธรรมยังไม่เกิด

 

เมื่อพิจารณาไปตามสภาพความเป็นจริง  มนุษย์เริ่มมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์ที่ใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้แล้วลงมาอยู่บนพื้นดิน อยู่อย่างเร่ร่อนไปเรื่อย มีการเก็บผลไม้ ล่าสัตว์ จนกระทั่งรู้จักสร้างที่พักอาศัย หยุดการเร่เร่อน รู้จักทำการเกษตร นับถือธรรมชาติเป็นใหญ่ เวลานั้นศาสนาและศีลธรรมยังไม่เกิดขึ้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้การใช้ชีวิตทางเพศของมนุษย์ยุคโบราณจึงไม่น่าจะมีกฎเกณฑ์อะไรซับซ้อน เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ก็มีเพศสัมพันธ์กันเป็นอิสระ ศาสนาและศีลธรรมยังไม่เกิดขึ้นจึงไม่มีอะไรเป็นเครื่องตัดสินว่าอะไรผิดอะไรถูก

 

เราคงไม่อาจใช้คำว่า ‘สำส่อน’อย่างที่มนุษย์ยุคปัจจุบันชอบนำคำนี้ไปใช้ตัดสินคนอื่น เพราะคำว่า ‘สำส่อน’มิใช่หรือเป็นคำที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยของเราเอง อันเป็นยุคที่ศาสนาและศีลธรรมเพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง เราจึงสร้างคำๆ นี้ขึ้นมาคอยกำกับตีตราคนที่มีวิถีทางเพศที่แตกต่างออกไป

 

คำว่า ‘สำส่อน’จึงไม่อาจใช้กับมนุษย์ยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์ เพราะสมัยนั้นศาสนาหรือศีลธรรมยังไม่เกิดขึ้น มนุษย์ยุคโบราณไม่ได้กำหนดว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรคือชั่ว อะไรคือดี  ความรู้สึกผิด ถูก ชั่ว ดี เป็นสิ่งที่มนุษย์เพิ่งบัญญัติขึ้นมาภายหลังจากที่ศาสนาและระบบศีลธรรมเกิดขึ้น คำว่า ‘สำส่อน’จึงไม่ควรถูกใช้ประณามมนุษย์ในยุคใดๆ เลย เพราะไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ในยุคไหน มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์อยู่เช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

ต่อมามนุษย์เริ่มมีอารยธรรม มีศาสนา กฎเกณฑ์ต่างๆ จึงค่อยๆ ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยเมื่อโลกเปลี่ยนไป ศาสนาและระบบศีลธรรมเกิดขึ้น มนุษย์ก็ถูกยกให้เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นสัตว์ที่มีอารยธรรม จะไปมีเพศสัมพันธ์กันง่ายๆ ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่ยังไม่มีศาสนา มนุษย์ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ต่างก็มีเพศสัมพันธ์กันเป็นเรื่องปกติ แต่พอศาสนาเกิดขึ้น ระบบศีลธรรมเกิดขึ้น มนุษย์ในวัยเจริญพันธุ์ที่เคยมีเพศสัมพันธ์กันเป็นเรื่องปกติก็กลับกลายเป็นเรื่องร้ายแรง ผิดศีลธรรม ถูกประณามขึ้นมาทันที

 

การยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นความรู้ไม่ได้หมายความว่าให้เรากลับไปสู่ยุคโบราณแล้วปล่อยให้วัยรุ่นของเรามีเพศสัมพันธ์กันอย่างอิสระเหมือนกับยุคบรรพกาลตามบทความข้างต้น แต่ยกมาให้คุณครูที่ต้องทำงานกับวัยรุ่นได้เห็นข้อเปรียบเทียบว่าหากเรากลับไปอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เราคงไม่ตำหนิติเตียนวัยรุ่น เพราะยังไม่มีอะไรผิดอะไรถูก ในทางกลับกันเมื่อเรามาอยู่ในยุคนี้ซึ่งเป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองไปด้วยศาสนาและศีลธรรม เรากลับมีความรู้สึกไม่สะดวกใจ กังวลใจเมื่อรับรู้ว่าวัยรุ่นของเรามีเพศสัมพันธ์กัน  ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์เดียวกันแต่แตกต่างกันที่ช่วงเวลา

 

การมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นในยุคนี้จึงเป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์กรณีท้องในวัยเรียนเป็นเพียงเด็กจำนวนหนึ่งเท่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน ในขณะที่ประเทศอื่นๆต่างก็เผชิญกับสถานการณ์เด็กท้องในวัยเรียนไม่แตกต่างกันจึงมองได้ว่านี่เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยของเรา

 

บางทีการกลับไปศึกษา “เพศวิถี”ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ น่าจะทำให้เรามีสติปัญญากับเรื่อง “เพศวิถี”ในยุคสมัยของเรามากขึ้น  (โปรดติดตามตอนต่อไป)